ประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้ และ ตุ๊กตาบลายธ์

              ประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้ ของเด็กเล่นที่เด็กผู้หญิงที่ชื่นชอบเล่นมากที่สุดก็คือตุ๊กตานั้นเอง  และปัจจุบันนั้นก็มีตุ๊กตาหลายแบบมากที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกยกตัวอย่างเช่นตุ๊กตาบาร์บี้  ตุ๊กตาบลายธ์   ตุ๊กตาหมี  หรือแม้แต่ตุ๊กตาของประเทศต่างๆอย่างของญี่ปุ่นก็เช่นตุ๊กตาไล่ฝนหรือของประเทศรัสเซียก็เป็นตุ๊กตารัสเซียก็มี

           โดยตุ๊กตานั้นอาจจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับคนก็ได้หรือตุ๊กตาบางตัวก็มีรูปร่างลักษณะเลียนแบบมาจากสัตว์หรือตัวละครในเทพนิยายต่างๆซึ่งการสร้างตุ๊กตาขึ้นมานั้นมีการนำวัสดุต่างๆกันมาสร้างเป็นตุ๊กตาตุ๊กตาบางตัวถูกสร้างมาจากผ้าและตุ๊กตาบางตัวอาจจะถูกสร้างมาจากพลาสติกแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามตุ๊กตาก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กๆชื่นชอบกันเป็นอย่างมากหรือแม้ขนาดคนที่โตแล้วก็ยังสะสมตุ๊กตาเพราะเป็นความชื่นชอบส่วนตัวนั่นเอง

         สำหรับข้อมูลและประวัติที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่ในครั้งนี้นั้นเป็นข้อมูลและประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้และตุ๊กตาบลายธ์เนื่องจากว่าตุ๊กตาทั้ง 2 แบบนี้มีการลอกเลียนแบบมาให้มีลักษณะรูปร่างหน้าตาคล้ายคนเป็นลักษณะของการจำลองคนลงมาให้มีขนาดเล็กนั่นเอง 

          และสำหรับตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะมีการออกแบบมาให้มีทั้งเพศผู้หญิงและเพศผู้ชายซึ่งมีการตั้งชื่อตุ๊กตาบาร์บี้ว่าบาร์บี้ในขณะที่ตุ๊กตาเพศชายนั้นถูกตั้งชื่อว่าเคน  แล้วตุ๊กตาแบรนด์บาร์บี้นั้นก็โด่งดังไปทั่วโลกมีการนำผลิตภัณฑ์ต่างๆของแบรนด์บาร์บี้ออกมาจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าของแบรนด์บาร์บี้ซึ่งจะให้สำหรับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายสวมใส่หรือแม้แต่การที่ทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้ 

                โดยตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะนิยมให้ตุ๊กตานั้นมีการสวมใส่ชุดให้คล้ายกับคนมากที่สุด โดยเสื้อผ้าของตุ๊กตาบาร์บี้จะเป็นเสื้อผ้าที่ค่อนข้างทางสมัยเป็นเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นความสูงของตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะอยู่ที่ราวๆประมาณ 11.5 นิ้วโดยตุ๊กตาบาร์บี้เกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 9 เดือนมีนาคมปีพุทธศักราช 2502 หรือในช่วงปีคริสตศักราช 1959 นั่นเอง  และบริษัทที่ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นมาก็คือบริษัทแมทเทล

        ส่วนข้อมูลของตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะเป็นตุ๊กตาที่ผลิตขึ้นมาโดยบริษัทเทนเนอร์โดยมีการผลิตขึ้นมาหลังจากตุ๊กตาบาร์บี้มีการออกจำหน่ายแล้วเพราะตุ๊กตาบลายธ์นั้นผลิตขึ้นมาเมื่อปีพุทธศักราช 2515 ซึ่งมีการผลิตในประเทศฮ่องกงแต่มีการนำมาวางขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและคนที่ออกแบบตุ๊กตาบลายธ์ก็เป็นบริษัทมาวิน กลาส สตูดิโอ

                สำหรับตุ๊กตาบลายธ์มีความแตกต่างจากตุ๊กตาบาร์บี้โดยตุ๊กตาบลายธ์ก็มีความรอบเรียนแบบความเป็นมนุษย์มาเช่นเดียวกันแต่ตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะแตกต่างตรงที่ว่ากลัวหัวตุ๊กตานั้นจะโตตัวตุ๊กตาบาร์บี้มากและขาและแขนหรือลำตัวนั้นจะค่อนข้างสั้นดังนั้นถ้าหากเปรียบเทียบกันก็คือตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะจำลองการเป็นคนโดยย่อส่วนลงมาส่วนตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะเน้นในเรื่องของการสร้างให้เหมือนกับตัวการ์ตูนนั่นเอง

             เนื่องจากว่าตุ๊กตาบายนั้นค่อนข้างมีราคาสูงและไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันนี้ทำให้บริษัทเดิมที่เป็นบริษัทที่ผลิตตุ๊กตาบลายธ์ได้มีการขายกิจการให้กับบริษัท hasbro เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

ประวัติพระราหุล 

        สำหรับพระราหุลนั้นเป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าสมัยที่พระองค์ยังไม่ได้มีการออกบวช  ประวัติพระราหุล  ซึ่งตอนนั้นพระองค์ยังเป็นเพียงแค่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะที่เป็นกษัตริย์ครองเมืองนครกบิลพัสดุ์เพียงเท่านั้นซึ่งในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้นได้แต่งงานกับพระนางยโสธราหลังจากนั้นก็มีลูกด้วยกัน 1 คนนั่นก็คือพระราหูนั่นเอง

        ตอนที่พระราหูเกิดนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้มีการออกบวชซึ่งพอพระราหูเกิดปุ๊บพระพุทธเจ้าก็อุทานออกมาว่าราหูชาโตพันธนังชาตัง  ซึ่งตามความหมายที่พระพุทธเจ้าได้มีการอุทานออกมานั้นก็คือบ่วงได้เกิดขึ้นมาแล้วนั่นหมายถึงว่าพระองค์มีลูกที่จะเป็นบ่วงรัดพระองค์ไว้กับชีวิตการเป็นฆราวาสซึ่งพระองค์จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาจะไม่สามารถออกบวชได้นั่นเองแต่ในช่วงจังหวะที่อุทานนั้นเองปรากฏว่าพระเจ้าสุทโธทนะได้ยินก็คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะตั้งชื่อให้ลูกชายของตนเองว่าราหูดังนั้นพระเจ้าสุทโธทนะจึงได้มีการเรียกหลานของตนเองนับแต่นั้นเป็นต้นมาว่าราหุลนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วเมื่อพระราหุลเกิดได้ไม่นานเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้มีการหนีออกจากวังและไปบวชหลังจากนั้นก็ตัสรู้และกลายเป็นพระพุทธเจ้าเผยแพร่พระพุทธศาสนาซึ่งมีช่วงจังหวะหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเดินทางกลับมาที่เมืองกบิลพัสดุ์เพื่อมาเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนพระพุทธศาสนาให้กับพระบิดาและพระมารดารวมถึงญาติทุกๆคนเพราะหวังจะให้ทุกๆคนนั้นได้บรรลุธรรม

         ในช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่กรุงกบิลพัสดุ์นั้นทางด้านพระนางยโสธราก็ได้บอกให้ลูกชายของตนเองเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าเพื่อไปทำการขอพระราชสมบัติเพราะต้องการให้พระราหูนั้นสืบครองบัลลังก์แทนพระพุทธเจ้านั่นเองอย่างไรก็ตามพอพระพุทธเจ้าเห็นพระราหูจึงได้มีการแนะนำให้พระราหุลนั้นบวชเป็นสามเณรและให้ติดตามพระองค์ไปด้วยเพื่อไปเผยแพร่คำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งพระราหูนั้นก็ได้มีการออกบวชและตามพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาทำให้พระราหูนั้นนับได้ว่าเป็นเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนานั่นเอง 

      อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระราหูได้มีการบวชเป็นเณรแล้วก็มีการศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนจนเมื่อเติบใหญ่ก็บวชเป็นพระสงฆ์และไม่มีการสึกออกมาอีกเลยซึ่งพระองค์นั้นก็ได้ปรินิพพาน โดยระบุว่าพระองค์นั้นไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากที่ปรินิพพานแล้วและพระองค์นั้นปรินิพพานก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานอีกด้วย 

           สำหรับประวัติพระราหูหลังจากที่ออกบวชแล้วไม่ได้มีการกล่าวถึงมากนักเนื่องจากว่าพระราหุลส่วนใหญ่แล้วจะมีการติดตามพระพุทธเจ้าไปในทุกๆที่ที่พระพุทธเจ้าไปอย่างไรก็ตามว่ากันว่าพระองค์นั้นสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุดและยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าด้วยว่าเป็นคนที่ใฝ่ศึกษาหาความรู้ขยันหมั่นเพียร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ดีที่สุด

สาเหตุของการจมน้ำของพระนางเรือล่ม

โดยประวัติคร่าวๆของสมเด็จพระนางเรือล่มหรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวีมีดังนี้ การจมน้ำของพระนางเรือล่ม ท่านได้เป็นลูกสาวของรัชกาลที่4กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งต่อมาเมื่อมีอายุประมาณ15-16ปีก็ได้มาเป็นพระมเหสีองค์แรกของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่5แล้วยังได้เป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างมากของรัชกาลที่5เสียด้วยพระว่าพระองค์มีพระสิริโฉมงดงามและก็ปัญญาที่เฉียบแหลม

การจมน้ำของพระนางเรือล่ม เมื่อกระทั่งต่อมาทั้งคู่ก็ได้มีลูกด้วยกันโยองค์แรกที่คลอดออกมานั้นเป็นพระธิดามีนามว่าเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์แล้วก็อีกคนที่ยังไม่ได้ออกมาดูโลกไม่แน่ใจว่าเป็นเพศ ชาย หรือ เพศหญิง เพราะว่ามันได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนี้เสียก่อน

ดังนั้นเรื่องเล่าของเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้มีอยู่ว่าในช่วงฤดูร้อนของปีพ.ศ.2423

รัชกาลที่5ท่านต้องการที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่พระราชวังบางประอินและจะต้องใช้การเดินเรือทางน้ำการเดินเรือในครั้งนี้ก็จะเป็นการเดินเรือขระเรือครั้งใหญ่เลยที่จะมีผู้ติดตามมากมายรวมไปถึงสมเด็จพระนางเรือล่มพระราชธิดาแล้วก็ลูกน้อยอายุ5เดือนที่อยู่ครรภ์ด้วย

นอกจากนี้เรือที่ถูกรากจะเรียกว่าเป็นเรือรากจูงก็จะรากไปเป็นขบวนเลยเรือในแต่ละลำก็จะมีราชวังมีคนนั่งมาเหมือนกับเวลามีขบวนเสด็จเป็นรถในปัจจุบันนี้แหละจากนั้นเรือของพระนางเรือล่มก็จะมีความพิเศษหน่อยในเรือนั้นก้จะมีพระธิดาองค์น้อยประทับอยู่ด้วย

เนื่องจากนี้เชือกของเรือรากจูงจึงถูกทให้มีความยาวมากขึ้นเป็นพิเศษ

เพื่อปกกันไม่ให้ควัดดำหรือว่าเศษอะไรก็ตามที่ลอยออกมาจากเรือลอยไปโดนพระธิดาก็ถือว่าเป้นเรืองที่ดีถ้าหากว่าไม่เกิดเรื่องราวเล่านี้เสียก่อนในระหว่างที่เรือกำลังแล่นไปก็ได้เกิดเหตุการณ์การแข่งกันไปมาของเรือด้วยหลายสาเหตุด้วยกันอย่างเช่นเรือบางลำอยากจะแล่นไปให้พระองค์ได้ชมวัดริมน้ำแถวนั้นอีกลำก็ตามไม่ทันก็เร่งเครื่องอีกลำก็ใกล้ฝั่งเกินไปเรือก็ต้องรีบหักออกมา

ซึ่งมันก็เลยเกิดมาเป็นคลื่นมาตีเรือเข้าแต่แทนที่นายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเรือล่มจะเบาลงไม่เลยบางทีได้บอกว่านายท้ายเรือเมาเหล้าขาดสติก็เลยเร่งเรือให้ไปต่อเลยกระตุกเรือรากจูงเอียงไม่เป็นท่าสุดท้ายเรือก็ไปชนกับอีกลำหนึ่งมันก็เลยทำให้เรื่องของพระนางเรือล่มนั้นล่มจมน้ำลงไปเลยในขณะนั้นเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตำนานผีจ้างหนัง

สำหรับเรื่องนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ตำนานผีจ้างหนัง ที่ป่าคำชะโนดที่ได้เป็นตำนานที่ได้ถูกพูดถึงกันมาอย่างนานมากกว่า30ปีแล้วเพราะว่าเรื่องราวของผีจ้างหนังต้องบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องราวที่ทำให้ป่าคำชะโนดแห่งนี้ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนั่นเอง

ซึ่งตำนานเรื่องของผีจ้างหนังได้เป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมาจริงในปี พ.ศ.2532แต่เรื่องราวเมื่อ30ปีที่แล้วกลับไปถูกเล่ากันมาอย่างต่อเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสายแต่มันจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือเปล่าก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยโดยเรื่องราวของตำนานผีจ้างหนังมันได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันที่29 มกราคม พ.ศ.2532ในวันนั้นก็ได้มีคนมาจ้างบริษัทหนังแห่งหนึ่งให้เข้าไปฉากหนังที่ดินแดนป่าคำชะโนดภายในหมู่บ้านวังทองอำเภอบ้านดุง จังหวัด อุดรธานี โดยได้ตกลงค่าจ้างกันเอาไว้ประมาณ4,000บาทและจะมีหนังไปฉากทั้งหมด4เรื่องด้วยกัน

นอกจากนี้ก็ได้มีสัญญาณข้อพิเศษอยู่อีกหนึ่งข้อด้วยกันนั่นก็คือจะให้ฉายหนังถึงเวลาเพียงแค่ตี04.00เท่านั้นห้ามฉากหนังจนถึงเช้าโดยเด็ดขาดและเมื่อฉากหนังเสร็จก็ให้รีบเก็บของออกจากที่ฟ้าจะสว่างและมันก็ได้ทำเรื่องที่แปลกใจให้กับเจ้าของบริษัทหนังอยู่ไม่น้อย

เพราะโดยปกติแล้วเวลาที่ได้ไปฉายหนังที่อื่นชาวบ้านเขาก็จะบอกว่าให้ฉากหนังจนถึงเช้ากันแทบทุกเจ้าแต่เจ้าของบริษัทหนังได้มองเห็นว่าเป็นความต้องการของผู้ที่มาจ้างจึงไม่ได้ถามหาเหตุผลแต่อย่างใดหลังจากที่ได้ทำการตกลงกันแล้วเสร็จคนที่มาจ้างหนังเขาก็ได้นำเอาเงินมามัดจำเอาไว้เป็นจำนวน500บาทและจะบอกว่าจะจ่ายในส่วนที่เหลือให้หลังจากที่ทำการฉายหนังเสร็จเป็นจำนวนเงิน3,500บาทนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อถึงวันนัดหมายทางเจ้าของหนังกลางแปลงก็ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ไปยังสถานที่ที่ได้นัดหมายเอาไว้ตามเวลาและกว่าจะเดินทางไปถึงก็จะเป็นช่วงเวลาที่จะใกล้ค่ำแล้ว

เมื่อพนังงานบริษัทฉายหนังได้เดินทางไปถึงสถานที่ที่ได้นัดหมายเอาไว้ดันไปพบเจอเรื่องแปลกใจว่าทำไมพื้นที่แห่งนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่เลยอีกทั้งยังเป็นป่าแม้แต่พื้นที่ที่จะใช้สำหรับในการกลางจอหนังนั้นยังไม่มีเลย

ซึ่งพนังงานฉายหนังต่างก็สงสัยเหมือนกันว่าผู้คนในระแวกนี้เขาหายไปไหนกันหมดหรือว่าพวกชาวบ้านเขายังไม่รู้ว่าจะมีหนังมาฉายเพราะปกติแลวเวลาที่พวกเขาได้นำเอาหนังไปฉายที่ไหนก็จะมีร้านค้าของชาวบ้านในแต่ละพื้นต่างก็จะพามาเปิดร้านขายของกันอย่างคึกคักตั้งแต่จอหนังยังไม่กลางด้วยซ้ำ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet เว็บแม่

ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms 

          พิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms   หรือที่ชาวอังกฤษรู้จักกันดีในนามของพิพิธภัณฑ์สงคราม นั่นเอง  สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยกระทรวงอวกาศยานโดยการสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ 1936 ซึ่งสาเหตุสำคัญในการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ประเทศอังกฤษกำลังมีการทำสงครามดังนั้นที่นี่จึงเป็นเหมือนกับกองบัญชาการของทางทหารซึ่งจะมีทหารอากาศคอยทำงานอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้เนื่องจากว่าจะต้องมีการสื่อสารกันระหว่างสู้รบซึ่งที่นี่จึงเป็นห้องสื่อสารที่มีวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสารเป็นจำนวนมาก

 

       อย่างไรก็ตามด้วยสงครามที่อังกฤษนั้นมีการทำอย่างยืดเยื้อทำให้ที่นี่นั้นถูกแต่งตั้งเป็นกองบัญชาการในการลบหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งในขณะนั้นมีนาย Winston churchill เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ได้มาเห็นอาคารแห่งนี้ก็รู้สึกชอบเพราะว่ามีห้องต่างๆมากมายและห้องที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็ยังแข็งแรงทนทาน พิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms  และสามารถใช้ในเรื่องของการสื่อสารการติดต่อมีอุปกรณ์การสู้รบเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดดังนั้นจึงมีการกำหนดว่าที่นี่จะต้องเป็นกองบัญชาการในการรบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งในที่สุดประเทศอังกฤษก็มีการรบชนะโดยเหตุการณ์สู้รบในครั้งนั้นประเทศอังกฤษได้มีการสู้รบกับประเทศเยอรมนีซึ่งก็คือเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเอง 

         ให้หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอีกดังนั้นทางรัฐบาลอังกฤษจึงเห็นถึงความสำคัญเนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศอังกฤษนั้นสามารถรบชนะในสงครามโลกได้ดังนั้นจึงจัดสถานที่แห่งนี้ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงให้คนอังกฤษได้เห็นถึงประวัติความเป็นมาและประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าทหารนั้นต้องสู้รบด้วยความเหนื่อยยากเพียงไรก่อนที่จะสามารถชนะสงครามได้

            สำหรับด้านในพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีการนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของรัฐมนตรีคนดังซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่บัญชาการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากนี้อุปกรณ์ที่เคยมีการใช้งานจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกนำมาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เช่นเดียวกัน

          อย่างไรก็ตามหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการเก็บรวบรวมอุปกรณ์ต่างๆที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เก็บไว้ในสถานที่แห่งนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมได้แต่เนื่องจากว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้นเรียกร้องอยากจะเข้าไปเห็นด้านในว่าภายในChurchill War Rooms นั้นมีลักษณะเป็นแบบไหนในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้กับประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ตามความต้องการของประชาชนนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นได้ว่าช่วงสงครามโลกภายในห้องนี้ได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างเช่นมีห้องวิทยุสื่อสารและมีห้องวางแผนห้องบัญชาการรบต่างๆเป็นต้นนอกจากนี้ยังมีห้องนอนสำหรับวีรบุรุษของคนอังกฤษที่ทำให้ประชาชนอยากจะเข้าไปชมและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารกันในช่วงสงครามนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของสะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ที่จังหวัดกาญจนบุรี

      เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรจะศึกษาและรู้เอาไว้สำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่  สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ซึ่งแม่น้ำดังกล่าวนั้นก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง ด้วยการสร้างสะพานในครั้งนั้นได้มีเรื่องราวเล่าขานเป็นที่โจษจันและเป็นที่น่าสนใจของผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนมาถึงในสมัยของยุคปัจจุบันนี้ข้อมูลหรือประวัติเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง

ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นยังคงมีการพูดถึงอยู่และยังคงมีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ได้เดินทางไปท่องเที่ยวเพราะอยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศของประวัติศาสตร์ที่มีการสร้างมาอย่างยาวนานนั่นเอง

        สำหรับเรื่องราวที่มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้ทางประวัติศาสตร์มีการระบุเอาไว้ว่ากลัวการ สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว จะสามารถสร้างแล้วเสร็จได้นั้นใช้ระยะเวลายาวนานเป็นอย่างมากและก็ต้องมีผู้คนเสียเลือดเสียเนื้อจากการสร้างสะพานแห่งนี้ไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันโดยมีการระบุว่านับตั้งแต่มีข่าวคราวออกมาว่าจะมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อให้คนไทยและคนลาวสามารถเดินทางไปมาหากันได้ก็เริ่มมีอาถรรพ์เกิดขึ้นโดยครั้งแรกนั้นก็มีคนไปผูกคอตายซึ่งจุดที่คนผูกคอตายนั้นไปผูกคอตายตรงบริเวณริมแม่น้ำโขงทำให้เสียงเล่าลือถึงอาถรรพ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการสร้างสะพานนั้นมีการรือกันไปแพร่สะพัด

      นอกจากนี้เมื่อเริ่มมีการก่อสร้างก็เริ่มมีปัญหาในเขตก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างออฟฟิศปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของคนงานที่มีการฝันถึงว่าพญานาคมาขอร้องให้งดการก่อสร้างชั่วคราวไปก่อนเพื่อเสร็จงานบุญแล้วค่อยมีการก่อสร้างและเมื่อไม่มีการเชื่อยังคงต้องการให้มีการก่อสร้างออกไปก็ทำให้เกิดอาเพศมีผู้คนงานล้มตายเป็นจำนวนมากนั่นเอง

       อย่างไรก็ตามอาถรรพ์ดังกล่าวนั้นยังไม่จบสิ้นเสียทีเดียวเพราะระหว่างที่มีการก่อสร้างก็มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเจาะเสาเข็มตรงบริเวณกลางแม่น้ำมีการดำน้ำลงไปเพื่อดูสาเหตุของการล่าช้าในการเจาะเสาเข็มและมีการรื้อกันด้วยว่าเมื่อดำน้ำลงไปแล้วเจอตาสีแดงขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้น้ำซึ่งคนที่ดำน้ำลงไปชื่อว่านั่นคือดวงตาของเราพญานาคที่ไม่พอใจนั่นเอง

           แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายหลายที่สุดเเล้วสะพานแห่งนี้ก็สามารถสร้างแล้วเสร็จได้เกิดเป็นสะพานมิตรภาพขึ้นมาระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวนั่นเอง และปัจจุบันนี้สะพานแห่งนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

 

สนับสนุนโดย  sa gaming สมัครยังไง

ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน สำหรับเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศตะวันตกแต่ก็มีการแต่ขยายการละเล่นนี้มาทางแถบประเทศในโซนเอเชียด้วยเช่นเดียวกันจนในปัจจุบันนี้นับได้ว่าเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่เกือบทุกประเทศได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นการเฉลิมฉลองเป็นเทศกาลสำหรับการท่องเที่ยวมากกว่า

         แต่อันที่จริงแล้วเทศกาลฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลสำหรับคนในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดของฮาโลวีนจัดขึ้นมาเพื่อป้องกันเหล่าภูตผีปีศาจไม่ให้มาสิงในร่างของคนโดยว่ากันว่าต้นกำเนิดของเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ โดยมีชาวเคลต์ เป็นผู้ริเริ่มเทศกาลนี้ พวกเขายึดเป็นวันที่ 31 ของเดือนตุลาคมเพื่อจัดเทศกาลนี้ขึ้นในทุกๆปีนั้นเองเนื่องจากว่าคนในสมัยโบราณเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของเทพเจ้าและภูตผีปีศาจ 

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน ว่ากันว่าชาวเคลต์ เชื่อกันว่าทุกปีของวันที่ 31 ในเดือนตุลาคมจะเป็นวันปล่อยผีจะมีวิญญาณร้ายถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากและพวกมันมักจะมาสิงร่างของมนุษย์เพราะพวกมันไม่อยากที่จะกลับไปยังยมโลกนั่นเองดังนั้นเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจเหล่านี้จะมาสิงร่างของตนเองชาวเมืองจึงได้พยายามหาวิธีการป้องกันไม่ให้พูดผีปีศาจสามารถเข้าสิงร่างพวกเขาได้ซึ่งวิธีการที่พวกเขาคิดขึ้นมานั่นก็คือในวันดังกล่าวเพราะตกข้ามพวกเขาจะปิดไฟภายในบ้านพักหมดให้เมืองทั้งเมืองมืดมิดและบรรยากาศค่อนข้างวังเวงและหนาวเย็นซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีความเชื่อกันว่าถ้าหากอยู่ในพื้นที่หนาวเย็นและมืดมิดภูตผีปีศาจเหล่านั้นเองกลัวนะไม่ค่อยอยากมา

        อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นใจว่าภูตผีปีศาจจะไม่มารบกวนพวกเขาดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีการแต่งกายเป็นผีก็เรียนแบบโดยผู้เขามองว่าถ้าหากมีงานตัวจริงและเห็นว่าพวกเขานั้นมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดเหมือนผีเข้าสิงสู่พวกเขานั้นเองและนี่เองจึงเป็นที่มาของการแต่งกายเลียนแบบผีในเทศกาลของวันฮาโลวีน นอกจากจะมีการแต่งกายให้ดูน่ากลัวเป็นผีแล้วพวกเขายังมีการตกแต่งสถานที่อยู่อาศัยของเขาให้มีลักษณะเป็นแหล่งทรุดโทรมทำให้ผีไม่อยากมาอยู่โดยมีการตกแต่งสถานที่ขายกับสื่อสารเช่นการนำฟักทองมาตั้งไว้บริเวณหน้าบ้านโดยมีการแกะสลักฟักทองเป็นรูปใบหน้าของผีสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวนั่นเอง

        อย่างไรก็ตามบางตำนานกล่าวว่า ในสมัยอดีตก่อนคริสตกาลนั้นด้วยความที่ผู้คนกลัวในวิญญาณร้ายพวกเขาจึงได้มีการนำหุ่นที่มีลักษณะคล้ายเหมือนกับคนนำมาเผาเพื่อให้ดวงวิญญาณได้เห็นว่าหากมีการเข้าสิงคนจะถูกเขาตั้งเป็นวิญญาณร้ายจะได้กลัวนั่นเองแต่ในปัจจุบันนี้วิธีการเผาหุ่นได้มีการเลิกทำไปนานแล้วเหลือเพียงเทศกาลสำหรับการเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหาร  จังหวัดสระบุรี 

          ประเพณีเก่าแก่ที่มีการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานและเป็นประเพณีที่โด่งดังที่สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสระบุรีคงหนีไม่พ้น ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา  สำหรับที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหารนั้นปกติแล้วจะไม่ค่อยมีการจัดกิจกรรมต่างๆมากมายนะเพราะเนื่องจากว่าพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดดังกล่าวนั้นมักจะเน้นในเรื่องของการปฏิบัติธรรมซะเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นในเรื่องของการทำกิจกรรมต่างๆหรือการจัดงานภายในวัดนั้นจะค่อนข้างมีน้อยมาก

         อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีการจัดงานต่างๆสักเท่าไหร่นักแต่เมื่อถึงวันเข้าพรรษาของทุกปีวัดแห่งนี้ก็จะมีการจัดกิจกรรมเป็นประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาซึ่งลักษณะของประเพณีของการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้นจะต้องมีการเตรียมดอกเข้าพรรษามาซึ่งดอกไม้ชนิดนี้นั้นจะไม่สามารถหาได้จากที่ไหนยกเว้นที่บริเวณเนิน เขาซึ่งเป็นบริเวณทางขึ้นไปบนยอดซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระพุทธบาทวรราชวิทยาหานั่นเอง

        โดย ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา นั้นจะมีขึ้นเป็นประจำทุกปีและจะมีขึ้นเพียงแค่ปีละครั้งซึ่งจะมีขึ้นก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นสำหรับดอกเข้าพรรษานั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดอกหงส์เหินสำหรับชาวบ้านที่เรียกดอกหงส์เหินว่าคือดอกเข้าพรรษานั่นก็เพราะว่าจะเป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่จะขึ้นและจะบานเฉพาะวันใกล้วันเข้าพรรษาเพียงเท่านั้นเมื่อหมดวันเข้าพรรษาไปแล้วดอกไม้ชนิดนี้ก็จะไม่มีบานอีกต้องรอในปีต่อไป

         อย่างไรก็ตามสำหรับกิจกรรมการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้น  ลักษณะของการจัดงานนั้นชาวบ้านจะต้องมายืนรอตรงบริเวณทางขึ้นซึ่งเป็นบันไดทางขึ้นวัดหลังจากนั้นก็จะมีพระสงฆ์เดินออกมาจากภายในวัดโดยเดินลงบันไดมาเรื่อยๆและระหว่างทางนั้นก็จะมีชาวบ้านคอยตักบาตรเป็นพวกข้าวสารอาหารแห้งและที่ขาดไม่ได้เลยก็คือดอกเข้าพรรษานั่นเอง

      ซึ่งดอกเข้าพรรษานี้พระสงฆ์จะต้องมีการเก็บและนำไปใช้สำหรับกราบไหว้พระพุทธรูปซึ่งอยู่ด้านบนของอุโบสถอย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการบิณฑบาตรดอกเข้าพรรษานั้นชาวบ้านบางคนก็จะมีการเตรียมน้ำมาล้างเท้าให้ข้าวพระสงฆ์อีกด้วยโดยความเชื่อของคนในสมัยโบราณเชื่อว่าการที่เราล้างเท้าให้พระสงฆ์นั้นก็เหมือนกับเป็นการล้างบาปออกจากตัวนั้นเอง 

   อย่างไรก็ตามสำหรับประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษานี้จะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปดูการทำกิจกรรมนี้ซึ่งเวลาที่มีการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้นจะทำการในช่วงเช้าตรู่ของวันเข้าพรรษาเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของพระอภัยมณี 

           ประวัติของพระอภัยมณี   ที่กรุงรัตนาซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นท้าวสุทัศน์และมีพระมเหสีที่ชื่อว่าพระนางปทุมเกสรเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ทั้งสองพระองค์นั้นมีลูกด้วยกัน 2 คนนั่นก็คือพระอภัยมณีซึ่งเป็นลูกคนโตและพระศรีสุวรรณซึ่งเป็นลูกคนเล็กโดยพระอภัยมณีนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบเรียนศิลปวิทยาชื่นชอบการฟังเพลงการเป่าปี่พระองค์จึงเลือกเรียนวิชาเป่าปี่ไม่ชอบรบราฆ่าฟัน

            ซึ่งนี้เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องของกระบี่กระบองเลยในทางตรงกันข้ามกันกับน้องชายที่เป็นพระศรีสุวรรณนั้นเองชื่นชอบการเรียนวิชากระบี่กระบองและเมื่อทั้งสองพระองค์เรียนจบเดินทางกลับไปยังเมืองรัตนาเมื่อท้าวสุทัศน์รู้เรื่องว่าลูกชายนั้นไม่ได้เรียนวิชาในการปกครองประเทศมาก็ทำให้โกรธมากจึงไล่ทั้งสองคนออกจากเมืองรัตนา

           ซึ่งทั้งสองพระองค์นั้นก็ได้มีการเดินทางออกมาพร้อมกันโดยนั่งเรือสำเภาล่องออกมาตามชายฝั่งของทะเล  ประวัติของพระอภัยมณี  ซึ่งพระอภัยมณีนั้นมักจะชอบเป่าปี่เพื่อชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ขนาดล่องเรืออยู่ในทะเลแต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือเสียงปี่ของพระอภัยมณีนั้นจะสามารถสะกดให้คนนั้นหลับใหลได้โดยมีอยู่วันนึงนั้นขณะที่มีการล่องเรือไปในทะเลกันนั้นก็เป็นมณีก็อารมณ์ดีได้หยิบปี่ขึ้นมาเป่าเป็นเพลง  หลังจากนั้นทุกคนบนเรือก็หลับกันหมด น้องชายนั่นก็คือท้าวศรีสุวรรณด้วย

          และในจังหวะนั้นเองนางเงือกที่กำลังออกจากสัตว์น้ำกินได้ยินเสียงปี่ของพระอภัยมณีก็รู้สึกเริ่มครึ้มจึงมาแอบดูว่าใครเป่าปี่แล้วเมื่อเห็นหน้าพระอภัยมณีก็เกิดตกหลุมรักจึงได้มีการลักพาตัวพระอภัยมณีไปไว้ในถ้ำของตนเองหลังจากนั้นก็แปลงกายเป็นสาวงามและพระอภัยมณีก็อยู่กินกับนางยักษ์แปลงกายเป็นสาวงามจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นก็เริ่มรู้ว่าสาวงามนั้นเป็นนักจึงต้องการหลบหนี

         โดยการหลบหนีในครั้งนั้นได้รับความช่วยเหลือจากนางเงือกหนีไปบนเกาะซึ่งมีพระฤๅษีอาศัยอยู่และพระอภัยมณีก็ได้นางเงือกเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นพระอภัยมณีก็เดินทางออกจากเกาะของพระฤาษี จะกลับไปที่เมืองของตนเองแต่ระหว่างนั้นก็ไปเจอกับสาวงามอีกหลายคน

            ซึ่งไม่ว่าพระอภัยมณีจะไปเจอกับใครก็ได้สาวงามนั้นมาครอบครองอย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายนั้นพระอภัยมณีได้ตัดสินใจที่จะอยู่อย่างสงบโดยไม่มีสาวมารบกวนจึงได้มีการออกบวชเป็น ฤาษี ชีวิตอยู่ภายใน เกาะลังกานั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  gclub

ตำนาน คำสาปแม่มด voodoo  แห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ประเทศสหรัฐอเมริกา 

              ในปัจจุบันความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดหมอผี  คำสาปแม่มด voodoo  ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างประปรายซึ่งแต่ก่อนหน้านี้ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดหมอผีนั้นเป็นความเชื่อที่มีการเชื่อมกันเป็นอย่างมากจนถึงขนาดว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่  เหล่าบรรดาบาทหลวงทั้งหลายต้องออกมาปราบปรามพ่อมดหมอผีด้วยการจับผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นพ่อมดหรือแม่มดมาเผาทั้งเป็น 

        ถึงแม้ว่าในปัจจุบันวิวัฒนาการจะมีการเจริญก้าวหน้าแต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดแม่มดวูดูทั้งหลายก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองนิวออร์ลีนส์  ที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับตำนานของแม่มดและในปัจจุบันนี้ยังคงมีการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวที่เมืองนิวออลีนแห่งนี้เพื่อไปชมบรรยากาศภายในบ้านซึ่งระบุว่าครั้งหนึ่งนั้นบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านของแม่มดคนหนึ่งที่เธอมีชื่อว่ามารี ลาโว  

        สำหรับตำนานแม่มด มารี ลาโว นั้น เป็นตำนานที่มีการพูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงปีคริสตศักราช 1800   ซึ่งในช่วงดังกล่าวนั้นชาวบ้านต่างก็พากันหวาดกลัวหญิงสาวที่ชื่อว่ามารีลาโวกันเป็นอย่างมากเนื่องจากชาวบ้านพากันเชื่อว่าเธอคือ คำสาปแม่มด voodoo  ที่มีเวทมนตร์และที่สำคัญคือสามารถสาปแช่งใครก็ได้ที่เธอไม่พอใจไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม  เรียกได้ว่าแม่มดมารี ลาโว นั้นเป็นแม่มดที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของมนต์ดำเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

         สำหรับตำนานความเชื่อว่ามารีลาโวเป็นแม่มดนั้นปัจจุบันก็ยังคงมีการเชื่ออยู่เพราะบริษัททัวร์จะมีการจัดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่บ้านของแม่มดมารีลาโว  และหากนักท่องเที่ยวคนไหนเดินทางมาเที่ยวที่นี่ก็จะสามารถขอพรให้แม่มดมารีลาโวช่วยเหลือได้โดยถ้าหากใครไม่พอใจแต่จะให้แม่มดมารีลาโวสาปแช่งใครก็สามารถที่จะทำพิธี  ว่ากันว่าคนที่เคยทำพิธีนั้นยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาขอนั้นเป็นจริงดังคำขอ

       สำหรับวิธีการขอให้แม่มดมารีลาโวช่วยนั้นจะต้องมีการไปเคาะที่โรงศพของเธอทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันหลังจากนั้นก็จะต้องมีขั้นตอนในเรื่องของการเดินวนรอบโลงศพโดยจะต้องวนทั้งหมด 3 รอบโดยวิธีการเดินนั้นจะต้องเดินแบบทวนเข็มนาฬิกาและจะต้องมีการนำของมาเซ่นไหว้แม่มดมารีลาโวด้วยซึ่งของเซ่นไหว้นั้นจะต้องมีการนำเหล้ารัมมาเซ่นไหว้โดยให้นำขวดเหล้านั้นวางไว้ที่บริเวณหลุมฝังศพซึ่งจะต้องทำแบบนี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน

          และเมื่อทำครบแล้วผู้ทำพิธีจะต้องมีการตะโกนเรียกชื่อของมารีลาโวออกมาดังๆหลังจากนั้นก็ต้องบอกความต้องการของตนเองก็ว่าอยากจะให้แม่มดมารีลาโวช่วยเหลือเรื่องอะไร และแน่นอนว่าเมื่อคุณขอไปแล้วสมหวังมันก็ต้องกลับมาทำพิธีนำของมาเซ่นไหว้เพื่อขอบคุณแม่มดมารีลาโวด้วยซึ่งแน่นอนว่าเดี๋ยวกับตำนานของแม่มดวูดูคนนี้กลายมาเป็นตำนานที่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่อยากจะมาลองพิสูจน์ดู 

 

สนับสนุนโดย.  สมัครเว็บ ufabet

Page 1 of 10

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén