ยุคหินคือจุดเริ่มต้นของการทำงานศิลปะ 

ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของผู้คนหรือมีการสืบค้นที่เก่าที่สุดและคือยุคหิน เห็นเป็นหนึ่งยุคที่ถูกจำแนกได้ว่าเป็นยุคแห่งศิลปะไม่ว่าจะเป็นการพัฒนางานต่างปฏิมากรรมร่องรอยการดำรงชีวิตของผู้คนแตกต่าง ผู้คนในแต่ละยุคสมัยก็มีลักษณะเครื่องไม้เครื่องมือในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันความเชื่อถือศรัทธาต่างๆเกี่ยวกับศาสนาก็มีความแตกต่างกัน นี่คือทำให้มนุษย์ยุคหินเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งช่วยผู้คนมีการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆหรือรับรู้ได้ว่าผู้คนในยุคต่างๆในการใช้ชีวิตอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆในการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คนช่วยให้มนุษย์มีการสืบค้นหรือมีการพัฒนาความรู้ที่ดีมากขึ้น ยังไงก็ทำยุคหินคือยุคที่มีจุดเริ่มต้นของการทำงานศิลปะหรือยุคที่เก่าที่สุดของการค้นหางานศิลปะ เก่าที่สุดของยุคหินก็คือ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นยุคหินเก่าเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มมีการนำหินต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นของมีคม

กระดูกสัตว์ต่างๆก็มาทำงานศิลปะ โดยนักวิชาการหลายๆคนที่สืบค้นเรื่องราวต่างๆมีความคิดว่างานศิลปะต่างๆเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เพราะมนุษย์ในยุคนั้นมีความต้องการในการเขียนการจารึกอักษรต่างๆในการประดิษฐ์ทำการสร้างสรรค์ต่างๆของมนุษย์ต่างๆเหล่านี้ก็ช่วยให้สร้างสรรค์เกี่ยวงานศิลปะสิ้น

สมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่จะเป็นยุคที่มีการค้นพบเรื่องราวต่างๆในยุคอดีต บุคคลอากาศมีความสนใจในการเข้ามาและสันนิษฐานว่ามนุษย์มีลักษณะที่สำคัญของยุคหินได้คือการที่มีความสามารถในการระบายสีหรือการเขียนภาพต่างๆลวดลายต่างๆเกิดขึ้นบนดินเหนียว ถึงอย่างไรก็ตามผู้คนให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ

หรือแม้แต่จะเป็นความเข้าใจเกี่ยวงานศิลปะในยุคต่างๆของมนุษย์ที่มีความเชื่อถือความต้องการทนายต่างแล้วจะช่วยให้มีการพัฒนารูปแบบงานหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบของการทำงานยุคต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ในยุคหินต่างๆเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานศิลปะ หินได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ

ก็คือ ยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ ยุคหินกลาง ยุคหินเก่านี้มีเวลามากกว่า 30,000 ถึง 10,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่เก่าแก่ของมนุษย์เริ่มมีการใช้รูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือแม้แต่จะเข้ามาทำงานศิลปะทั้งสิ้น

การเปลี่ยนแปลงของยุคต่างๆเหล่านี้ช่วยให้ผู้คนมีความเข้าใจในยุคนั้นได้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูลต่างๆบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดของผู้คน การเปลี่ยนแปลงของผู้คน ไม่มีการสันนิษฐานว่าผู้คนมักจะมีการนำเรื่องราวต่างๆเข้ามาเขียนหรือการจดบันทึกในฝั่งกำแพงหรือการใช้ดินเหนียวในการทำงาน เรียนศิลปะประเภทนูนต่ำหรือการลอยตัว มนุษย์ในยุคนั้นมีความสามารถในการเริ่มจดบันทึกหรือเริ่มมีแนวคิดต่างๆที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บาคาร่า บิกินี่ ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ประติมากรรมและงานศิลปะในกลุ่มเมโสโปเตเมีย 

เมโสโปเตเมียเป็นหนึ่งยุคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งประเทศเมโสโปเตเมียหรือว่าดินแดนที่มีแม่น้ำไทกริส และยูเฟรติส ยุคนี้เป็นยุคที่เมโสโปเตเมียมีความยิ่งใหญ่อย่างมากในยุคหลังนี้ไม่ทราบว่าที่เมียคือหนึ่งในประเทศของซีเรียและอิรักในช่วงเวลาระยะการเจริญเติบโตและสังคมต่างๆและพัฒนา ถิ่นฐานการส่งต่อเรื่องราวต่างๆในการเข้าหน้างานต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอผู้คนในยุคนี้มีการส่งต่อเรื่องราวต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประติมากรรมภาพวาดหรือแม้แต่จะเป็นรสนิยมในการใช้ชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมีการพัฒนาความเป็นอยู่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อการสถาปนาสิ้นยุคสมัยต่างๆที่ผู้คนในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆในการใช้ชีวิตต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อุดมสมบูรณ์ทางอุปกรณ์ต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการใช้สื่อต่างๆเข้ามาทำงานยุคสมัยต่างๆมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการติดต่อสื่อสารและการใช้ชีวิต

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราสามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของระบบเทคโนโลยีแบ่งตามหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงทำให้ในยุคปัจจุบัน สามารถศึกษาเกี่ยวกับยุคสมัยของการทำงานศิลปะใดทั้งสิ้นจึงแสดงให้เห็นว่ายุคเมโสโปเตเมียเป็นยุคที่มีความสำคัญต่อการทำงานอย่างยิ่ง ผู้คนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประติมากรรมนูนสูง 100 ตัวนูน หรือแม้แต่จะเป็นงานประติมากรรมที่มีความโดดเด่นอย่างไร 

ผู้คนต่างๆในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานหรือแม้จะเป็นการสร้างประติมากรรมรูปนูนต่างที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น การใช้รูปทรงต่างๆของมนุษย์เข้ามาทำงานได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในยุคของเมโสโปเตเมียที่นำรูปคนรูปภาพชัดหรือ เป็นรูปการแกะสลักต่างๆโดยใช้หิน ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างนี้

ที่มีการพัฒนางานศิลปะที่ดีมากยิ่งขึ้นผู้คนส่วนใหญ่มีการพัฒนาการทำงานหรือแม้แต่จะเป็นการใช้สีน้ำตาลธรรมชาติมาทำงานลักษณะในการดำรงชีวิตหรือกิจกรรมต่างๆรูปทรงต่างๆการออกแบบท่าทางต่างของยุคเมโสโปเตเมีย มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำงานศิลปะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยหรือแม้แต่จะเป็นการต่อสู้ต่างๆก็ถูกบันทึกไว้ในงานศิลปะทั้งสิ้น ศิลปะคือสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยผู้คนมีการรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิต

โดยเฉพาะผู้คนในยุคปัจจุบันที่มีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบในการใช้ชีวิตของยุคต่างๆยุคเมโสโปเตเมียก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีประติมากรรมหรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบในการทำงานหรือแม้แต่จะเป็นสื่อความหมายต่างๆในงานศิลปะ งานศิลปะต่างๆ

คือสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจมนุษย์หรือแม้จะเป็นการเพิ่มสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตผู้คนในยุคปัจจุบันก็มีการเรียนรู้รูปแบบในการทำงานศิลปะต่างๆเพื่อนำมาประยุกต์หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงาน 

 

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ความเป็นมาของงานศิลปะ 

งานศิลปะคืองานที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ เป็นเวลาอันยาวนานที่มนุษย์เริ่มสร้างสรรค์ผลงานไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปวาด หรือศิลปินอื่นอีกมากมายเพื่อที่จะเข้าถึงความคิดจากการถ่ายทอดงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นการทำด้วยสุนทรียภาพ เทคนิคการทำงานต่างๆที่ต้องผ่านการฝึกฝนการเรียนรู้หรือแม้จะเป็นแนวคิดในงานต่างๆ อย่างที่รู้กันว่าศิลปะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเรื่องราวทางการเมืองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ความคิดของจิตรกรและผู้ที่ทำงานศิลปะต่างๆจึงทำให้มีงานศิลปะมากมายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้เสพในส่วนของสุนทรียภาพและการพัฒนารูปแบบชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ทำงานศิลปะยังผูกระบายบอกเล่าเรื่องราวแถมยังมีการเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ในยุคปัจจุบัน

ก็ยังมีการศึกษาอยู่อย่างมากในยุคต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นเลือดสัตว์กระดูกหินต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกนำมาทำเป็นงานศิลปะที่หลากหลายไปในยุคเริ่มต้นยุคของที่ยังไม่มีอุปกรณ์ในการทำงานศิลปะต่างๆ งานศิลปะบนฝากำแพงในถ้ำเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ามนุษย์เริ่มมีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆผ่านงานศิลปะมากมายในฝั่งกำแพง

นั่นมาจากภาวะมนุษย์มีความเกรงกลัวหวาดกลัวเรื่องราวต่างๆ จึงทำให้มีความจำเป็นจะต้องมีการพึ่งพาสิ่งต่างๆพระเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนต่างๆผู้คนจึงสร้างสรรค์ผลงานบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวรรณคดีร้อยเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร รูปภาพวาด งานเขียน สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกผลิตออกมามากมายด้วยความเจริญความเสื่อมของผู้คนต่างๆจึงมีงานศิลปะที่หลากหลายมาเพราะว่าแนวคิดของผู้คนต่างๆมีความแตกต่างกันอยู่เสมอนี่จึงทำให้ งานศิลปะแต่ละยุคแต่ละสมัยหรือว่าแต่ละสถานที่มีลักษณะที่ไม่คล้ายคลึงกันมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

มนุษย์ในแต่ละวันก็มีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ยุคสมัยต่างๆก็มีการเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะเช่นเดียวกันเพราะจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาตลอดเวลาให้สามารถเข้าถึงผู้คนในยุคนั้นๆได้ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ 2 มิติ 3 มิติ รูปปั้นต่างๆก็เป็นอีกหนึ่งในนั้นที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงงานศิลปะต่างๆได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงจึงทำให้งานศิลปะมีการพัฒนาเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามปฏิมากรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาอยู่ชนหลัง ศิลปะเป็นงานวิจิตรศิลป์งานแกะสลักหรืองานโลหะต่างๆก็เป็นงานศิลปะที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง บนโลกใบนี้ทุกๆสถานที่ก็มีงานศิลปะที่แตกต่างกันไป

หรือลักษณะงานที่ไม่เหมือนการนี้จึงทำให้ศิลปะต่างๆที่มีการพัฒนาตลอดเวลาแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมลักษณะในการใช้ชีวิตด้วยความชื่นชอบของผู้คนต่างๆ สิ่งเหล่านี้เองที่มีการพัฒนาตลอดเวลาทำให้ผู้คนมีการพัฒนาคุณภาพของความเป็นอยู่จิตใจได้อยู่เสมอเพราะว่าสามารถศึกษาเรื่องราวต่างๆผ่านทางด้านศิลปะต่างๆ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทดลองเล่นบาคาร่า

การใช้สีของยุคสมัยกรีกโบราณ 

เป็นชนชาติหรือชนเผ่าที่มีการทำงานศิลปะค่อนข้างเยอะ ที่เรียกว่าชนเผ่าอินโดยูโรเปียน หรือบางครั้งก็เรียกตัวเองว่า เฮเลนนิส ซึ่งเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมที่ค่อนข้างเก่าหรือว่ามีความพัฒนาศูนย์สภาพอยู่ตลอดเวลาจุดเริ่มต้นของอารยธรรมที่เกิดขึ้นในตะวันตกนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลงานเกี่ยวกับชนชาติกรีกทั้งสิ้นนอกจากแสดงความสามารถและสติปัญญาของชนชาตินั้นๆก็ยังมีการสร้างสรรค์โดยยึดหลักเกณฑ์ในการพัฒนาการวิพากษ์เพื่อให้สอดคล้องกับทฤษฎีการทำงานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงถึงสติปัญญา ประวัติศาสตร์ ศาสนา หรือระบบการปกครองต่างก็มีการแสดงให้เห็นอยู่ในงาน 4 ภาคของกรีกหลายๆอันโดยเฉพาะในส่วนของพระผู้เป็นเจ้า หรือพระเจ้าต่างๆที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้มีความสมส่วนและมีผลงานที่คล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด

อย่างไรก็ตามนี่เป็นชนชาติที่ถือว่ามีความสมบูรณ์ในการแสดงงานศิลปะให้มีความเหมือนมนุษย์มากที่สุดในการพัฒนาประติมากรรมรวมทั้งภาพเขียนต่างๆให้แสดงถึงมนุษย์ซึ่งมีร่างกายที่ถูกประทานมาจากพระเจ้า

แล้วยังมีการทำงานเกี่ยวกับพระเจ้าอีกมากมายเช่นประติมากรรมเหล่านี้ยึดหลักเกณฑ์ต่างๆทางกายวิภาคซึ่งสร้างความสมส่วนมากที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามชนชาติกรีกนี้ก็มีการจดบันทึกหรือเรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะกรีกโบราณ ซึ่งการใช้สีของปีกนี้เป็นเอกลักษณ์อย่างมากส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา แสดงตัวถือพระเจ้าแห่งประเพณีต่างๆและการใช้สีนี้ก็ถูกนิยมมาให้แสดงให้เห็นถึงแสงเงา

จัดแสดงภาพที่มีความแบนใช้สีที่ค่อนข้างสดใสหรือคนข้างๆจ้า ส่วนใหญ่งานศิลปะต่างๆเหล่านี้ที่อยู่บนกระดานปาปิรัส รวมทั้งยังมีการแสดงอยู่ในสุสาน ประเทศที่มีการใช้หนีบฝาโลง

หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของฟาโรห์ต่างๆก็มีการใช้งานศิลปะเพื่อแสดง โดยเฉพาะในสถานการณ์เหล่านี้ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในยุคปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ทางศิลปะได้มีการค้นคว้าหรือพัฒนาเศรษฐกิจแห่งนี้เพื่อเก็บรักษา การระบายสีของชาวกรีกนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์

นึกว่าจะเป็นในส่วนของเครื่องปั้นหรือปฏิมากรรมน้ำต่างๆงานศิลปะโบราณต่างๆเหล่านี้จะเป็นงานที่เป็นสถาบันเห็นได้ชัดว่ากิจกรรมต่างๆบนฝาผนังหรือเครื่องปั้นดินเผาจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเพียง 3 สีเท่านั้น

ได้ก็คือ สีขาว สีน้ำตาล และสีแดง มาพร้อมกับการเคลือบสีดำปฏิมากรรมต่างๆเหล่านี้เป็นการเรียนแบบภาพจริงนอกจากนั้นยังนิยมการใช้การฉาบเรียบบนงานปฏิบัติการทั้งสิ้นรวมทั้งยังมีประติมากรรมนูนสูงอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในยุคกรีกโบราณนี้ก็มีการพัฒนาลักษณะของงานศิลปะค่อนข้างเยอะเพราะคนส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องมีการจดบันทึกมีการผลิตรูปภาพหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานประติมากรรมต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของชนชาตินั้นๆ การเลือกใช้สีต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็น 3 สีดังที่กล่าวมาเพื่อเลียนแบบให้เห็นของจริงและการควบคุมสิทธิง่ายที่สุด ของผู้คนและสภาพยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมในยุคนั้นๆหรือแม้แต่จะเป็นการเมืองการปกครองรวมทั้งที่มีในส่วนของความเชื่อต่างๆ 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ศิลปะที่เกิดขึ้นในยุคหินใหม่

ศิลปะในยุคหินใหม่นั้นเกิดขึ้นหลังจากยุคหินเก่าและยุคหินกลางเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 8,000ปี ก่อนคริสตกาล หือเรียกยุคนั้นว่า New Stone Age / Neolithic มนุษย์ในยุคนี้นั้นเป็นการปรับตัวและมีวิวัฒนการในด้านต่างๆที่สืบทอดมาจากมนุษย์ในยุคหินเก่าและมนุษย์ยุคหินกลาง มนุษย์ในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีการรู้จักการตั้งถิ่นฐานเพื่อเป็นสถานที่ในการอยู่ดำรงอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว

โดยมีการแบ่งแยกออกเป็นแคว้นและดินแดนต่างๆ แต่ละแคว้นและดินแดนต่างๆนั้นก็จะมีการพัฒนาการในเรื่องของที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมต่างๆ 

ในแต่ละดินแดนก็เริ่มมีการแข่งขันในด้านการพัฒนาถิ่นฐานของตัวเองนั้นให้เจริญก้าวหน้าไปในทางที่ดี บางดินแดนบางแคว้นนั้นก็เริ่มมีการสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการนำโลหะ ทองแดง และทองสำริด มาหลอมโดยการใช้ไฟที่มีการใช้กันมาตั้งแต่ในยุคหินกลางแล้ว มีการทำและใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอาวุธเพื่อป้องกันตนเองรวมถึงเครื่องมือเครื่อใช้ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการทำสิ่งต่างๆนั่นเอง

ยุคหินใหม่นั้นถือว่าเป็นช่วงที่มีการพัฒนาด้านศิลปะอย่างเต็มที่จากยุคที่ผ่านมา เพรราะคนในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีจินตนาการและความคิดมากกว่าในยุคก่อนๆ เพราะหลักฐานทางด้านศิลปะที่พบและคาดว่าเกิดในยุคหินใหม่นั้นก็คือเครื่อปั้นดินเผาที่พบเป็นส่วนใหย๋ โดยสิ่งเหล่านี้นั้นมีการสร้างสรรค์ลวดลาบขึ้นมานอกจากจะเป้นการใช้งานเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ในการทำสิ่งต่างๆแล้วคาดว่าการสร้างลวดลายนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสวยงามและอาจจะเป็นสิ่งที่แสดงคามเป็นเจ้าของของสิ่งของชิ้นนั้นก็ได้นั่นเอง โดยลวดลายส่วนใญ่นั้นก็จะเป็นการสร้างลวด่ายที่ง่ายๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปร่างรูปทรงเลขาคณิต ไม่ว่าจะเป็นวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมเป็นต้น 

ผลงานการสร้างสรรค์ในยุคนั้นพบว่าเป็นจิตรกรรมที่มักจะประกฎอยู่ยนผลงานด้านประติมากรรมนั่นเอง และคาดว่าในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีความเชื่อทางด้านวิญาณต่างๆมากขึ้นและหลักฐานที่พบนั้นก็เป็นเครื่องใช้ที่มีลักษณะเป็นถ้วยชามที่ใส่เครื่องประดับต่างๆมีการสร้างลวดลายที่สวยงาม และส่วนมากสถานที่ที่พบเครื่องใช้ประเภทนี้นั้นมักจะถูกพบอยู่ข้างหลุมศพ หรือสถานที่ที่มีการทำพิธีกรรมต่างๆหล่านี้ ทำให้สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนยุคหินใหม่นั้นมีความเชื่อในเรื่องของโลกความเป็นและโลกความตายด้วยนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านี้ ในยุคยุคใหม่นั้นมีการค้นพบการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยลักษณะหินที่เป็นแท่งใหญ่มากมาย ซึ่งการสร้างขึ้นมารนั้นมีการสันนิษฐานว่า การสร้างสถานที่ที่มีลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาก็อาจจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของคนในยุคนั้นหรืออาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลานจัดกิจกกรมของคนในยุคนั้นและจำเป็นต้องมีการสร้างสัญลักษณืในการแสดงขอบเขตและพื้นที่อาศัยของคนแต่ละกลุ่มก็ได้ หรืออาจจะเป็นการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อมช้เป็นเครื่องมือในทางทดลองหรือพิสูจน์อะไรบางอย่างทางดาราศาสตร์ก็ได้

 

สนับสนุนโดย  เซ๊กซี่บาค่าร่าเกมส์66

ความลับภายใต้ภาพวาดของ Leonardo de vinci 2

ภาพวาดที่สวยงามของจิตรกรที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Leonardo de vinci นั้นก็ถือว่าเป็นภาพวาดที่นอกจากจะมีความสวยงามแล้วที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกนั้นเกิดความสนใจและอยากที่จะชื่นชมภาพวาดเหล่านี้

ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในภาพวาดนั้นก็คือ ความลับภายใต้ภาพวาดของเขานั่นเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาพวาดจากศิลปินจิตรกรต่างๆนั้นล้วนก็เป็นสิ่งที่มีการถ่ายทอดและจินตนาการออกมาจากความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน

แต่สิ่งที่ทำให้ผลงานของดาวินชีนั้นประสบความำเร็จและเป็นที่รู้จักทั่วโลกได้นั้นก็เพราะความน่าสนใจในภาพวาดนั่นเองซึ่งจะมีความแตกต่างจากการวาดภาพและจินตนาการทั่วไปของศิลปินหรือบางครั้งสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่จินตนาการที่ดาวินชีนี้ได้จินตนาการขึ้นมาจริงๆเพียงเท่านั้น

แต่อย่างไรภาพวาดของดาวินชีก็ถือว่าเป็นภาพวาดที่มองยังไงก็ดูจะมีความลับซ่อนอยู่ในภาพวาดอย่างแน่นอน มาดูกันว่าความลับที่น่าสนใจในภาพวาดของดาวินชีนั้นมีอะไรบ้าง

ดาวินชีสามารถสร้างชื่อเสียงจากการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะไปทั่วโลกและผลงานของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบันด้วย ผลงานที่ยังคงถูกพูดถึงอย่าง The Last Supper เป็นภาพวาดที่มีการสร้างสรรค์ที่สวยงามกับอาหารมื้อสุดท้ายที่พระเยซูนั้น

ได้มีการร่วมโต๊ะอาหารกับสาวกของพระองค์เป็นอาหารมื้อสุดท้าก่อนที่พระองค์นั้นจะถูกตึงกางเขนนั้นก็ซ่อนเร้นไป้วยความลับมากมายและความลับที่ถูกพูดถึงอย่างมากนั้นก็คือ ขวดเกลือที่คว่ำอยู่ในมือของจูดาส

โดยดาวินชีนั้นอาจจะอยากสื่อถึงขวดเกลือที่มีการไหลออกมาและเปรียบเสมือนปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตและในภาพนี้นั้นเป็นภาพกับตอนที่พระเยซูนั้นได้ตรัสว่ามีบุคคลหนึ่งที่อยู่ในที่นี้ได้ทรยศต่อพระองค์นั่นเอง  ซึ่งก็เป็นภาพสวยงามและแฝงไปด้วยความหมายควาบลับของสิ่งเหล่านี้ด้วย

อีกหนึ่งภาพที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ดดยภาพวาดนี้นั้นเป็นภาพวาดของ อิซเบลลา เดสเต ผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นผลงานที่เพิ่มถูกค้นพบได้ไม่นานซึ่งก็เป็นผลงานที่มีการสร้างสรรค์จากดาวินชีนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้มีการทราบอย่างแน่ชัด

แต่จากการวิเคราะหืและตรวจสอบจากนักวิทยาศาสตร์นั้นได้มีการค้นพบว่าเม็ดสีที่ใช้ในการวาดภาพนั้นเป็นเม็ดสีชนิดเดียวกันกับภาพวาดชื่อดังอย่างโมนาลิซ่านั่นเองและด้วยภาพวาดที่เป็นผู้หญิงทำให้การวาดนั้นมีรอยยอ้มบนใบหน้าที่คล้ายกันอย่างมากด้วย จึงทำให้หลายฝ่ายตัดสินว่าภาพวาดนี้นั้นเป็นฝีมือของดาวินชีนั่นเอง

ซึ่งภาพวาดนั้นก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าวาดขึ้นมาเพื่ออะไร แต่จากการวิเคราะห์ก็คิดว่าการวาดภาพนี้นั้นเป็นเพียงการวาดภาพเหมือนเท่านั้นเอง อาจจะไม่ได้มีความหมายหรือสิ่งที่ซ่อนเร้นมากมายซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือภาพวาดเป็นภาพลักษณะเดียวกันกับภาพวาดของโมนาลิซ่านั่นเอง และยังมีเวอร์ชั่นสองของอิซาเบลลา เดสเตด้วย

และมีการนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบด้วยการแสกนภาพก็ทำให้พบว่า ภาพนี้นั้นถูกวาดเป็นสองเวอร์ชั่นบนพื้นผ้าใบเดียวกันนั่นเอง ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความน่าสนใจและทำให้ผลงานชิ้นนี้เป็นที่รู้สึกมากขึ้นภายใต้การสร้างสรรค์ของ Leonardo de vinci ด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

ผลงานทางด้านศิลปะของชาวอัสซีเรีย

อัสซีเรียได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมและงานศิลป์มาจากสุเมเรีย เหมือนกันกับบาบิโลเนีย ด้วยเหตุนั้น ศิลปกรรมของอาณาจักรกลุ่มนี้จึงมีลักษณะคล้ายกัน 

ชนเผ่าอัสซีเรียมีนิสัยที่โหดร้าย ตรงกันข้ามกับชาวบาบิโลเนียมีนิสัยที่สุภาพแล้วก็อ่อนน้อมถ่อมตน แม้กระนั้นเป็นสิ่งน่าประหลาดมากมายที่ชาวอัสซีเรียกลายเป็นพวกที่มีอารยธรรมสูงไม่แพ้ชาวเมโสโปเตเมีย 

ผลงานที่สำคัญ แผ่นจารึก ที่นักโบราณคดีได้ศึกษาค้นพบนั้นชี้ให้เห็นว่าชนกลุ่มนี้มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการแต่งคำโคลง เขียนตำนานต่างๆ โดยจารึกเป็นอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เก็บเอาไว้ในสถานที่ที่พวกเราบางทีอาจจะพูดได้ว่าเป็นห้องหนังสือ การเขียนหนังสือของกลุ่มคนเหล่านี้ใช้แนวทางเดียวกับชาวสุเมเรียและก็ชาวบาบิโลเนีย 

โดยใช้เหล็กจารลงบนดินเหนียวแล้วก็ค่อยนำไปเผาไฟ กลายเป็นแผ่นจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มอย่างที่พบเห็นทุกวันนี้ เรื่องราวที่มักจะจากรึกลงไปนอกเหนือจากที่จะเป็นบันทึกในทางประวัติศาสตร์ ตำนาน คำโคลงแล้ว 

บางชิ้นยังมีลักษณะเป็นจดหมายที่ส่งถึงกันอีกด้วย เนื่องจากแผ่นจารึกที่เป็นจดหมายกลุ่มนี้จะถูกเก็บไว้ภายในดินเผา ซึ่งเปรียบสเมือนเป็นซองสำหรับใส่จดหมายเวลาเขย่าจะมีเสียงดัง ด้วยเหตุดังกล่าว เวลาจะอ่านจดหมายพวกนี้ควรต้องตีส่วนนอกก่อน แล้วจึงจะเจอตัวจดหมาย

ด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุดและก็แสดงให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอัสซีเรีย สามารถมองได้จากวังของพระผู้เป็นเจ้านามว่า ซาร์กอน  (Sargon) ที่คอร์ซาบัด (Khorsabas) วังนี้สร้างโดยการก่อเป็นกำแพงสูงทึบเป็นชั้นๆ ขึ้นไป นักโบราณคดีจำนวนมากคาดการณ์ว่าการที่ก่อสร้างอาคารสูงเป็นชั้นๆ

โดยมีวังอยู่ข้างบน ผู้คนในยุคคงมีความคิดเพื่อที่จะให้พ้นจากภัยน้ำหลากครั้งใหญ่ ถึงตัวตึกจะสูง การเดินทางขึ้นลงสามารถเดินเท้าได้โดยทางบันได และสามารถขี่รถม้า (Chariot) ขึ้นไปได้ โดยอาศัยทางลาดสำหรับตัวพระราชวังก่อด้วยก้อนอิฐ และฉาบขึ้นเงาทำให้ตัวของวังเงาเป็นมันสวยงาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูปากทางเข้าจะมีซิกกูรัตอยู่ที่กำแพงที่ปฏิบัติหน้าที่ค้ำตัวตึก แล้วก็บรรดาป้อมค่ายต่างๆ พวกนี้ ล้วนมีทรงเรขาคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนโค้งถือว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างวัง 

พวกอัสซีเรีย สามารถสร้างให้ส่วนโค้งกับตัวตึกอื่นๆ มีความกลมกลืนรวมทั้งเกี่ยวข้องกันได้ จากหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ขุดเจอในวังคอร์ซาบัด (Khorsabad) ซึ่งบอกให้เห็นถึงการนำเอาส่วนโค้งเข้ามาใช้เป็นซากของท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ แล้วก็องค์ประกอบอื่นๆ

ที่เจอนั้นเป็นรูปครึ่งวงกลม การที่ชาวอัสซีเรียได้นำเอาลักษณะโค้งเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมนี้เอง ทำให้นักโบราณคดีโดยมากมั่นใจว่าศิลปกรรมของเมโสโปเตเมีย เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมของพวกอียิปต์ รวมทั้งยุโรปในยุคถัดมา



ชาวอัสซีเรียมีการแกะภาพนูนต่ำ ( base relief ) เป็นมรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญ โดยพวกเขาเน้นผลงานที่แสดงภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวอัสซีเรีย ตัวอย่างเช่น  การทำสงคราม 



หอสมุดนิเนเวห์ สถาปัตยกรรมที่โด่งดัง มีการเก็บรวบรวมงานด้านการเขียนที่เป็นแผ่นจารึกต่างๆ ไว้ถึง 22,000 แผ่น นับเป็นหอสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุคนั้น 

ชาวอัสซีเรียได้ตั้งจักรวรรดิตนขึ้น เมื่อราวๆ 1,300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีการปกครองโดยทหาร ทำให้ผลงานศิลปะในสมัยนั้นจะค่อนข้างเป็นไปในแนวทางที่ดุดัน อย่างเช่น การแกะสลักเรื่องราวในสงคราม นอกจากนี้ชาวอัสซีเรียยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ประตูโค้ง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น

 

สนับสนุนโดย   เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

เรื่องราวของเกาะโซโคทา ประเทศเยเมน 

สถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมากโดยที่นี่นั้นจะมีต้นไม้อยู่ชนิดหนึ่งซึ่งมีหน้าตาอันแปลกประหลาดมีกิ่งก้านแผ่สารออกมามากมายยิ่งกว่าต้นหูกระจง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีต้นไม้และสัตว์หายากมากกว่า 700 แบบที่นี่นั้น

กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังโดยมันนั้นก็ได้มีจำหน่ายเช่นเดียวกันได้จำนวนของวันนั้นก็ไม่เหมือนใครโดยตำนานมีอยู่ว่า ที่เกาะแห่งนี้ได้เคยมีเพียงแค่ผืนดินธรรมดาเท่านั้นเมื่อพระเจ้าได้เห็นจึงได้ทำการสร้างสัตว์น้อยใหญ่ขึ้นมามากมาย

โดยได้เสกให้มังกรตัวสีทองสวยงามเป็นราชาแห่งที่นี่ถึงแม้ว่าร่างกายของเจ้ามังกรสีทองสง่างามตัวนี้นั้นจะมีความสีทองเปลี่ยนสดใสแต่มันกลับเป็นมังกรที่ใจร้ายอำมหิตไม่มีความเมตตาให้แก่ประชาชนทั้งหลายด้วยเมื่อใครทำให้ถูกใจมันมันก็จะทำการฆ่าทิ้งโดยการกินโดยไม่ว่าจะมีคนเอาใจมันมากแค่ไหน

เมื่อใครพูดผิดนิดหน่อยเจ้ามังกรก็จะใช้วิธีแบบเผด็จการโดยการฆ่าพวกนั้นทันทีนั่นจึงทำให้ไม่มีประชาชนสัตว์คนไหนที่ จะชอบราชามังกรของพวกเขาเลยแต่พวกเขานั้นก็ไม่สามารถที่จะโวยวายอะไรออกมาได้พระพุทธเจ้านั้นไม่มีสิทธิ์มากพอที่จะสามารถออกความคิดเห็นออกมาได้เกี่ยวกับเรื่องของพระราชาแต่สุดท้ายก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง

ที่พระราชามังกรตกลงรักมังกรสาวตัวนึงซึ่งเขานั้นก็ได้จะขอเธอแต่งงานแต่ด้วยความที่เธอเกลียดคนนิสัยไม่ดีเธอจึงปฏิเสธเขาไปด้วยความโมโหราชาจึงได้ทำการกินหญิงสาวคนนั้นเข้าไปทันทีและประชากรทั้งหมดที่อยู่ในอาณาจักรของมันเมื่อพระเจ้าได้เห็นความแห้งแล้งและสิ่งที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติอีกต่อไป

เทพเจ้าจึงโกรธเป็นอย่างมากจึงได้เสกเวทมนต์ทำให้เจ้ามังกรที่หยิ่งยโสนิสัยไม่ดีตัวนั้นสิ้นฤทธิ์ลงโดยการเสกให้มันนั้นกลายเป็นต้นไม้ที่มีหน้าอัปลักษณ์และน่าเกลียด และเทพเจ้าก็ได้ทำการสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครั้งให้ตอนนี้ได้มีมากมายหลายชนิดและพืชพันธุ์มากมายโดยเทพเจ้านั้นกับเรื่องมังกรไว้ว่ามันจะกลายเป็นต้นไม้แบบนี้ตลอดกาลมีสามารถที่จะกลับมาได้จนกว่ามันจะรู้ว่ามันทำผิดอะไรลงไป

แต่ด้วยนิสัยอันยิ่งใหญ่โสของเจ้ามังกรมันจึงมั่นใจว่าตัวเองนั้นไม่ได้ผิดและยังคงความหยิ่งยโสนี้ต่อไปทำให้สุดท้ายมันก็ไม่ได้กลับเป็นมังกรเหมือนเดิมสักที โดยมีความเชื่อกันว่ายางไม้ที่ออกมาจากต้นไม้นั้นเปรียบเสมือนกับเลือดของมังกรที่ไหลออกมาจากร่างกายของมันนั่นเอง 

และนี่ก็คือตำนานของเกาะ โซโคทาที่ประเทศเยเมนหากใครสนใจก็ลองไปหาข้อมูลการเพิ่มเติมได้นะคะ

 

สนับสนุนโดย   UFABET เว็บตรง

สร้างภาพแต่งบ้านให้สวยงาม

หลายคนอาจจะเบื่อกับการสร้างภาพ แต่การสร้างภาพเพื่อความตกแต่บ้านนั้นจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้บ้านของเรานั้นสวยงามและน่าอยู่ขึ้นให้บ้านเปรียบเสมือนสตูดิโอถ่ายรูปเลยทีเดียวโดยการใช้หลักกการทางศิลปะง่ายๆ รับรองว่าถ้าหากทำตามนั้นมีมุมถ่ายรูปสวยๆในบ้านอย่างแน่นอน

และนอกจากจะทำห้เรานั้นมีมุมถ่ายรูปโดยไม่ต้องออกจากบ้านแล้วนั้นก็จะทำให้เรามความสุขเมื่ออาสัยอญุ่ในบ้านอย่างมากเลยทีเดียว โดยการนำศิลปะเข้ามาใช้นั้นก็เป็นการผสมผสานให้เกิดความสวยงามและเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้บ้านของเรานั้นมีความเป็นระเบียบมากขึ้นด้วย โดยการเริ่มจาก

การใช้หลักการจัดองค์ประกอบ 9 ช่อง เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกันในการถ่ายรูป ก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับการจัดหบ้านได้ โดยวิธีการจัดบ้านในลัษณะนี้นั้นจะเป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับการถ่ายภพนิ่ง

โดยการใช้จุดตั้ง4จุดที่มีการตัดกันระหว่างเส้นตั้งกับเส้นขวาง เราจะต้องว่างสิ่งของที่เรานั้นต้องการให้เกิดความโดดเด่นไว้ที่ตรงระหว่างจุดตั้งได้ทั้งหมดหรืออย่างน้อน2-3จุดและองค์ประกอบหรือสิ่งของที่เรานั้นไม่ได้ต้องการให้มีความโด่ดเด่นเราก็สามารถที่จะวางตรงอื่นๆโดยการเฉลี่ยๆตาม9ช่องนั้น

โดยเรานั้นจะเน้นการวางเฟอร์นอเจอร์หนักวางไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การวางโต๊และแจกันด้านซ้ายมือและต้องอยู่ในจุดตัดจองกฎ9ช่องด้วยและวางเกาอี้ด้านขวามือโดยไม่ต้องอยู่ในจุดตัดแต่จะต้องอยู่ในช่องใดช่องหนึ่งของกฎ9ช่องนั่นเอง 

พูดถึงเรื่องการจัดวางไปแล้วจะไม่พูดถึงเรื่องสีในการตกแต่งก็คงจะไม่ได้ โดยสีนั้นจะแบ่งสีออกเป็นสองโทน คือสีโทนร้อนและสีโทนเย็น สีโทนร้อนก็ได้แก่สีแดงสีส้ม สีโทนเย็นก็ได้แก่ สีเหลืองสีน้ำเงิน และมีสีพิเศษอยู่สองสีที่จะเป็นสีโทนร้อนหรือเย็นก็ได้คือม่วงและเหลือง นอกจากการคุมโทนให้ทั้งห้องเป็นสีเดียวทั้งหมด

เราควรจะลองใช้สีทั้งสองโทนเข้ามาตกแต่งเพื่อให้เกิดความมีมิติขึ้นโดยการแมชคู่สีสต่างๆเข้าด้วยกัน เช่นสีเขยวกับสีน้ำตาลอมแดงอันนี้ก็คือคู่สีตีงข้าม เขียงเหลืองเป็นคู่สีข้างเคียง เป็นต้น ดังนั้นเราจะต้องดุก่อนว่าบ้านของเรานั้นเป็นโทนสีร้อนหรือว่าโทนเย็นมากกว่าและจัดเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ให้ไปในทิสทางสีนั้นอย่างน้อยสัก70%

และค่อยหาเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นคู่สีตรงข้ามมาแซมสัก30% ก็จะทำให้ห้องนั้นมีสีที่ดูดีมีมิติและไม่น่าเบื่อ ดังนั้นแล้วการฝช้หลักการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จัดบ้านให้มีความสวยงามเท่านั้นแจ่ยังเป็นมุมถ่ายรูปหรือมุมที่ให้ความผ่อนคลายสบายใจแก่เราและคนในบ้านได้ด้วย เพียงเท่านี้ก็สามารถที่จะสร้างภาพลงโซเชียลก็ดีหรือสร้างภาพเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมบ้านเกิดความรู้สึกผ่อนคลายก็ดี เห็นไหมว่าการสร้างภาพนั้นจะช่วยทำให้เรารู้สึกดีและผ่อนคลายด้วย

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ประวัติพระพุทธเจ้าตอนออกผนวช

        สำหรับช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะนั้นหนีไปออกบวชเชื่อว่าหลายคนคงเคยศึกษาจากหนังสือเรียนกันมาบ้างแล้ววันนี้เราจะมาท้าวความถึงเรื่องราวดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้บางคนที่อาจจะยังไม่เคยเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้านั้นได้รู้ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้านั้นจึงได้ออกผนวชมาเป็นพระศาสดาเอกของโลกอยู่ในขณะนี้

      อย่างที่เราทราบกันดีว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ออกบวชนั้นพระองค์คือเจ้าชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งชีวิตนั้นมีแต่ความสุขสบายพระองค์ไม่เคยรู้เลยว่าในโลกนี้มีความยากลำบากอยู่เพราะมองไปทางไหนก็เอาก็จะเห็นแต่สิ่งที่สวยงามตลอดที่อยู่ก็มีปราสาท 3 ฤดูให้พักอยากจะไปพักในฤดูหนาวหรืออยากจะไปฤดูฝน

หรือจะไปฤดูร้อนพระองค์ก็เลือกพักได้ตามใจชอบมองไปทางไหนก็เห็นแต่นางกำนัลที่หน้าตาสะสวยงดงามแถมเมื่อโตเป็นหนุ่มมาก็ยังมีรูปมีภรรยาที่น่ารักอย่างไรก็ตามเมื่อพระองค์นั้นต้องเจอแต่สิ่งที่ดีสวยงามอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยได้ทำอะไรเลย

ก็ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะนั้นเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ดังนั้นมีอยู่มาวันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้ชวนพี่เลี้ยงคู่ใจของพระองค์ออกไปนั่งมาเล่นในสวนซึ่งแน่นอนว่าจากที่ไม่เคยออกมาด้านนอกเมื่อออกมาก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนไม่ว่าจะเห็นคนแก่หรือแม้แต่คนตายหรือแม้แต่ทารกแรกเกิดสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะไม่เคยรู้เลยว่าในโลกใบนี้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วย

ที่สำคัญเจ้าชายสิทธัตถะได้เห็นนักบวชซึ่งนักบวชในตอนนั้นเป็นผู้สวรรค์ที่แปลงกายมาให้เห็นเมื่อพระองค์เห็นสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเห็นและรู้ว่าอันที่จริงแล้วคนเราไม่ได้มีความสุขอยู่ตลอดเวลาและเมื่อโตขึ้นมาใช้ชีวิตได้สักพักก็จะแก่แล้วก็จะตายทำให้พระองค์เริ่มมองเห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้มากขึ้นดังนั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้วิเคราะห์ถึงความเป็นจริงแล้วว่ามันเหมือนกับเป็นวงเวียนวัฏจักรของชีวิตอย่างหนึ่ง

ซึ่งเมื่อเกิดมาก็โตเมื่อโตก็มีการเจ็บป่วยเมื่อเจ็บป่วยก็แก่แล้วก็ตายดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงอยากหลุดพ้นบ่วงกรรมแบบนี้ไม่อยากที่จะวนเวียนว่ายตายเกิดเจอเกิดแก่เจ็บตายแบบนี้จึงได้คิดหาทางอยากจะหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาในครั้งนี้ดังนั้นสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้นั่นก็คือจะต้องออกบวชและแน่นอนว่าในท้ายที่สุดแล้วถึงแม้จะถูกคัดค้านจากทั้งพ่อและแม่สุดท้ายเจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถออกบวชได้สำเร็จ

โดยหนีออกจากพระราชวังแล้วไปบวชซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะอายุได้ 29 ปีซึ่งคนที่บวชให้กับเจ้าชายสิทธัตถะนั้นก็คือตัวของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเองโดยพระองค์นั้นใช้มีดตัดเส้นผมออกแล้วเปลี่ยนชุดเป็นผ้า

ซึ่งถูกย้อมด้วยเปลือกไม้ทำให้สีสันไม่สวยงามหลังจากนั้นชุดเครื่องทรงที่เป็นชุดของพระมหากษัตริย์พระองค์ก็จะได้สั่งให้พี่เลี้ยงของพระองค์นั้นนำกลับไปเก็บไว้ที่พระราชวังนั่นเองและหลังจากนั้นเป็นต้นมาพระพุทธเจ้าก็ได้มีการออกไปแสวงบุญเพื่อหาทางหลุดพ้นแต่เพียงลำพัง

 

ขอขอบคุณ  gclub  ที่ให้การสนับสนุน

Page 1 of 5

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén