Macro Mode พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

โหมดเฉพาะทางนี้ มีคนมากมายที่ชื่นชอบเวลาเห็นภาพถ่ายสไตล์ Macro นี้นะ แต่ว่าไม่ค่อยมีคนคิดจะลองถ่ายกันสักเท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างที่จะเรียกว่าต้องใจรักแล้วก็มีโรคส่วนตัวสูงทีเดียว เพราะจะหมกหมุนกับอะไรที่อยู่ตรงหน้าเล็กๆจุดนั้นเท่านั้น ทำให้คนใช้โหมดนี้น้อยมาก

แต่ว่าสำหรับมือใหม่ก็ต้องมีอารมย์บางอารมย์ที่อยากจะจับมาถ่ายมาโครดูสักครั้งเหมือนกันล่ะ จึงมีโหมดนี้ให้เลือกสำหรับมือใหม่จะได้ใช้ได้เลยยังไงล่ะ

โหมดนี้ก็ตามชื่อเลย Macro คืออะไรที่เล็กๆ

หรือจะเรียกอีกอย่างก็ได้ว่า ถ่ายอะได้ได้ใกล้ๆมากๆ ซึ่งจริงๆแล้วโหมดนี้จะพูดไปก็ไม่ได้เหมาะกับกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่คนเอาไปถ่ายจริงจังเรื่องอื่นเท่าไหร่หรือก เพราะว่าหัวใจของการถ่ายมาโครผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวกล้องมากนัก มันอยู่ที่เลนส์และระยะยืดของเลนส์ เลนสำหรับถ่ายมาโครจะต้องยืดได้ยาวกว่าปกติด้วย ซึ่งเลนส์พิเศษเหล่านั้นที่ถูกสร้างมาเพื่อถ่ายมาโคร ก็จะนำมาใช้ถ่ายทั่วไปได้ไม่ค่อยสุดนัก

เพราะค่ารูปรับแสงจะไม่ต่ำจนถึงที่สุด

จะได้แค่ระดับเลนส์ซูมเท่านั้น นี่แหละเจ้าเลนส์มาโครจึงต้องมีคนอยากเอาไปถ่ายมาโครจริงๆถึงจะซื้อมันไป มันจึงเกิดเป็นโหมดมาโครในกล้อง Compact ซะมากกว่า แล้วก็ทำได้ดีอย่างมากอีกด้วย ประมาณว่าซื้อตัวเดียว ถ่ายได้ทุกอย่างไม่เหมือนกล้องเปลี่ยนเลนส์ที่ซื้อมาแล้วต้องซื้อเลนส์ที่เหมาะกับงานแต่ละประเภท แต่ก็ไปได้สุดมากกว่าอะนะ แล้วแต่คนจะเลือกมองกันไป หัวใจอยู่ที่เลนส์ที่จะต้องทำให้ภาพนั้นใกล้ และ ชัด นั้นแหละ เรียกว่าการถ่ายมาโคร

โหมดนี้ถ้าคนไม่ได้ทำเป็นอาชีพก็คงเรียกว่าเอามาถ่ายเล่นกันซะมากกว่า แต่ก็มีมืออาชีพหลายคนเอาไปประยุคเป็นการถ่าย Macro Portrait บ้าง ซึ่งก็ต้องโคลสอัพมากๆเช่นกัน การที่เราโฟกัสอะไรที่ใกล้มากๆ แน่นอนว่ารายละเอียดก็สูงมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา นั้นทำให้การถ่ายด้วยโหมดนี้ต้องระมัดระวังเรืองรายละเอียดด้านตำหนิด้วย

Program Mode หนึ่งในพื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้

โหมดนี้จริงๆแล้วอาจจะทำให้ใครหลายๆคนสับสนว่าเป็นโหมดเดียวกับ Auto

ซึ่งก็ทำงานได้คล้ายๆกัน ถ้าเกิดผู้ใช้ไม่ทราบถึงข้อแตกต่างของมันแล้วเลือกใช้โหมดนี้ ก็ต้องบอกเลยว่าผลลัพท์ก็อาจจะเหมือนกับโหมด Auto เลย

ซึ่งจริงๆแล้วโหมดนี้จะเป็นโหมดที่สร้างมาสำหรับช่วยเรืองความรวดเร็วในการถ่ายภาพมากกว่าการเป็นโหมดสำหรับมือใหม่

เพราะว่าโหมดโปรแกรมนี้ จะสามารถตั้งค่าได้บางอย่างเพื่อนให้เราได้สร้างสรรค์อะไรได้มากขึ้นหน่อย ไม่เหมือนโหมด Auto ที่ไม่สามารถปรับอะไรได้เลย

ถ้าตามความคิดผมแล้วให้ไล่บอกสิ่งที่มันให้เราปรับได้ จะยากกว่าบอกว่ามัน Auto อะไรให้เราไว้บ้าง โหมดโปรแกรมนั้น ออกแบบมาเพื่อคำนวณ ค่าโฟกัส ค่ารูรับแสง ค่าความเร็วชัตเตอร์ เพียงเท่านั้น

นี่แหละถึงเรียกว่าโหมดโปรแกรม เราจะเห็นได้ที่ Dial สำหรับปรับโหมด จะเป็นตัว P ซึ่งโหมดนี้จริงอยู่ที่ช่วยอำนวยความสะด้วยได้ดี

แต่ช่างภาพมืออาชีพจริงๆก็อาจจะไม่ค่อยเลือกใช้นัก เพราะสำหรับการถ่ายงานเรื่องของ รูรับแสง นั้นเป็นอะไรที่ต้องควบคุมเองเพื่อให้ได้ภาพตามที่ต้องการ โหมดนี้นั้นเป็นโหมดที่เห็นได้ตั้งแต่ยุคสมัยของกล้องฟิล์มแล้วล่ะ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีมานานแล้ว Ai ของมันไม่ซับซ้อนมาก อาจจะใช้เพียงแค่วงจรเล็กน้อยไม่ต้องถึงกับต้องใช้ชิปเพื่อมาเป็นมันสมอง เพราะว่าเรื่องยุ่งยากอย่าง ค่า ISO, White Balance, ค่าชดเชยแสง แล้วก็พวกโปรไฟล์ต่างๆนั้น เราสามารถปรับค่าเองได้

จึงไม่ต้องมีอะไรมาช่วยคิด เรียกได้ว่าเป็นโหมดที่คำนวณการวัดแสงออกมาแล้วก็มาปรับค่า รูรับแสง กับ ความเร็วชัตเตอร์ เท่านั้น

โหมดนี้ก็เหมาะกับคนสองประเภท แบบแรกก็คือผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกใช้กล้องแล้วเริ่มอยากจะขยับความสามารถตัวเองจากโหมด Auto มาเป็นโหมด Program ก็จะมีอะไรสนุกๆให้ปรับเพิ่มมากขึ้นอีก

อีกพวกที่จะใช้มันก็พวกที่เป็นช่างภาพหรือนักเล่นกล้องที่ชำนาญแล้วนี่แหละ แต่บางจังหวะเพียงแค่ต้องการความเร็วได้การเก็บภาพเพื่อให้ได้ทันเหตุการณ์ก็จะเลือกโหมดนี่ก็เป็นได้

ปุย สุรชัย แสงสุวรณ หนึ่งในช่างภาพชื่อดังของประเทศไทย

ใครที่เป็นคอรายการ The Face Thailand อยากจะบอกว่าผลงานภาพถ่ายในซีซัน 3ทั้งซีซั่นเป็นผลงานของพี่ปุย

คนนี้เองแหละครับเขานั้นเป็นช่างภาพยุคใหม่ที่ถือว่ามาแรงมากๆได้รับงานใหญ่ๆมามากมายหลายรายการด้วยอีกทั้งนิตยสารที่มีผลงานระดับท็อปของเขาออกมาอย่างไม่ขาดสาย

ตอนนี้เขาก็เป็นถึงบรรณาธิการแล้วก็ควบตำแหน่งช่างภาพของหนังสือ L’officialThailand อีกด้วย เรียกได้ว่ามีฝีมือถ่ายภาพไม่พอยังมีฝีมือทางการจัดการที่ดีงามอีกด้วยผลงานของพี่ปุยนั้นต้องบอกเลยว่าเต็มไปด้วยความหวือหวาและอารมณ์แฝงด้วยความหมายในภาพทั้งหมดแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นสไตล์นิตยสารโดยแท้เลยมีสีสัน และความโดดเด่นองภาพที่ครบถ้วนอย่างมากเอาเป็นว่าส่วนมากจะเป็นงานเมคอัพที่ค่อนข้างสุดเลยล่ะจะไม่ใช่แนวธรรมชาติสักเท่าไหร่

แต่นั้นก็กลายเป็นดั่งซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้วใครเห็นภาพเขาก็จะรู้เลยว่า พี่ปุย แน่นวนซึ่งยังมีอีกหลายต่อหลายภาพที่พี่ปุยได้เอาลงในไอจีให้เราได้หาดูอย่างง่ายดายซึ่งการเมคอัพเพื่อให้ได้ความหมายของภาพอย่างแท้จริงนั้นนำเสนอจากการแต่งกาย

สีประกอบฉากแล้วก็ยังท่าทางที่ส่อในเรื่องนั้นอย่างตรงไปตรงมายิ่งถ้าใครได้ตามดูภาพของพี่ปุยตามนิทรรศการต่างของพี่แกนะจะรู้ได้เลยว่าสุดจริงๆถ้าภาพไม่ครบองค์อย่างที่พี่ปุยต้องการแกก็คงจะไม่ปล่อยผ่านแล้วถ่ายออกมาอย่างแน่นอนนี่อาจเป็นความสามารถในการนำเสนอโจทย์ของชุดภาพที่พี่ปุยนำเสนอออกมาได้ไม่เหมือนใครเลย

แถมยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับช่างภาพที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยกันทั้งในประเทศและนอกประเทศซึ่งนั้นน่าจะเป็นทั้งพื้นฐานของพี่ปุ่ยที่ได้มาจากการเรียนคณะโดยตรงอย่างภาควิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์และยังประสบการณ์ต่างๆที่แกได้ฝึกฝนมาตามที่ต่างๆแล้วก็ยังผลงานที่ท้าทายเขาอย่างมากทำให้เกิดเป็นสกิลที่หาใครมาเทียบได้ยากยิ่งทีเดียวล่ะ

ผลงานการแสดงที่คนให้ความยอมรับมากที่สุด

The Sixth Senses หนังสยองขวัญยอดฮิต

เป็นหนังผีเก่าแก่อีกเรื่องหนึ่งที่ ไม่ใช่หนังผีจ๋าขนาดนั้น แต่เนื้อเรื่องกับความวังเวงในการดำเนินเรื่องนี้ก็ถือว่าหลอนใช้ได้เลยล่ะ เป็นหนังผีสไตล์ที่เรียกว่าน่ากลัวด้วยการดำเนินเรื่อง
ไม่ใช่น่ากลัวด้วยผีลักษณะน่ากลัวทำท่าแปลกๆให้เห็นแบบเรื่อง Ju-on ซึ่งหนังเรื่องนี้ประวัติในการสร้างไม่ธรรมดาทีเดียวนะ

เนื่องจากผู้กำกับเขาเป็นคนอินเดีย

ทำให้เขาอยากจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ให้มากที่สุดและไม่อยากให้หนังเรื่องนี้ดังเป็นพลุแตกโดยไม่มีชื่อเขา เมื่อเขาได้เขียนบทเรื่องนี้เสร็จแล้ว ก็ได้เสนอขายบทราคาสูงถึง 1 ล้านเหรียญแถมถ้าใครซื้อไปต้องเอาเขาไปเป็นผู้กำกับอีกด้วย

เพราะเขานั้นเชื่อว่าไม่มีใครเขาใจอารมย์ของหนังเรื่องนี้ได้เท่ากับเขาที่เป็นผู้เขียนบทนี้อีกแล้วสุดท้ายก็มีค่ายยักใหญ่ดิศนีย์มาซื้อบทเขาไปด้วยราคาสามเท่าตัวเลยทีเดียว
แล้วก็ยินดีให้เขามาเป็นผู้กำกับด้วยหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นมาให้เรางุนงงอยู่พอสมควรเลยล่ะ
เพราะชยามาลานได้บอกไว้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนประสบการณ์วัยเด็กที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ทำให้การทำหนังเรื่องนี้จะดำเนิดไปแบบนั้น

ซึ่งนักแสดงนำทั้งสองคนอย่าง บุคคลที่เป็นตำนานนักแสดงอย่าง บูสวิลลิสที่เป็นเหมือนนักบำบัดนักสืบหรืออะไรสักอย่างที่จะเข้ามาช่วยเด็กน้อยผู้ตีบทแตกอย่าง ฮาลีย์ โจเอล ออสเมนต์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงเด็กที่ดังเป็นพลุแตกจากเรื่องนี้ด้วยคำอันติดหูจนกลายเป็น
กระแสสุดฮิตพักใหญ่เลย I see dead people มักจะติดหูคนเพราะช่วงหนังเรื่องนี้โปรโมท
นั้นลงโฆษณาบ่อยมาก แล้วก็จะมีเด็กคนนี้พูดคำนี้ทุกครั้ง

หนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าหักมุมหัวทิ่มเลยล่ะ ใครสนใจก็ไปหาดูแล้วลุ้นกันครับหนังเรื่องนี้ถือว่าเปิดตัวได้ยิ่งใหญ่อลังการแล้วก็ยังใช้ทุนสร้างสูงทีเดียวสำหรับหนังที่ไม่ได้มีฉากหวือหวาอะไร แต่พอได้เข้าโรงเท่านั้นแหละ ทุมสถิติเป็นว่าเล่นเลย

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén