Author: adminone Page 1 of 6

ความกดดันสำหรับการเป็นศิลปิน

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการเป็นศิลปินนั้นมักจะเน้นไปในงานการสร้างสรรค์และศิลปินก็สามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้อยู่เสมอเพราะคนเหล่านี้นั้นมักจะมีพรสวรรค์ในด้านการสร้างสรรค์และจินตนาการที่ดีมาอยู่แล้วแต่ความเป็นจริงแล้วนั้นเมื่อเดินทางสายอาชีพการเป็นศิลปินก็ล้วนจะต้องเจอกับความกดดัน

และอุปสรรคในการทำงานเช่นเดียวกับการทำงานประเภทอื่นแต่ความกดดันนั้นก็จะมีความแตกต่างจากงานประเภทอื่นๆออกไปนั่นเอง ซึ่งแตกต่างน้อยหรือมากก็ขึ้นอยู่กับประเภทและผลงานศิลปะนั้นๆด้วยและก็ขึ้นอยู่กับความยากและง่ายของการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น

หากจะพูดถึงความกดดันหลักๆสำหรับการเป็นศิลปินแล้วนั้นก็อาจจะเป้นในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานเพราะในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นศิลปินบางคนอาจจำต้องใช้สิ่งต่างๆช่วยในเรื่องการสร้างสรรค์ให้ได้มาซึ่งศิลปะเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพจิตใจของศิลปิน ความคิดจินตนาการ อารมณ์รวมทั้งความรู้สึกและในบางครั้งสภาพแวดล้อมก็มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานเช่นกัน

ก็ถือว่าเป็นความกดดันที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้และแน่นอนว่าศิลปินทุกคนจะต้องเผชิญและรับมือกับความกดดันเหล่านี้ให้ได้ เพราะสิ่งนี้ถือว่าเป็นความกดดันที่เป็นสิ่งที่ในบางครั้งควบคุมได้และในบางครั้งก็ไม่อาจจะควบคุมได้นั่นเอง ศิลปินหลายคนจึงต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่เพื่อทำความเข้าใจกับความกดดันหรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

ความกดดันในการทำงาน การแสดงผลงาน ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วนั้นหากมองทุกสิ่งเป็นศิลปะ การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกจำกันและมีระยะเวลาที่ไม่ตายตัวและเร่งรีบว่าศิลปินคนนี้จะต้องสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้เสร็จในระยะเวลาเท่านี้ แต่เมื่อเมื่อเป็นศิลปินเต็มตัวแล้วนั้นในบางครั้งก็อาจจะเกิดความกดดันในลักษณะนี้ได้ หากเป็นศิลปินที่ต้องการจะพรีเซนต์ผลงานหรือมีการจัดนิทรรศการบ่อยๆที่จำเป็นจะต้องสร้างสรรค์ผลงานออกมาก็เป้นความกดดันอย่างมากในเส้นทางของสายอาชีพศิลปิน

ความกดดันในความสำเร็จ การเป็นศิลปินนั้นสิ่งที่จะทำให้เรานั้นเป็นที่ยอมรับหรือเป็นศิลปินที่ทุกคนรู้จักได้นั้นก็จะต้องเป็นศิลปินที่มีความสามารถในด้านการสร้างสรรค์และเป็นศิลปินที่มีความแตกต่างออกไปจากศิลปินคนอื่นๆอย่างมากโดยเฉพาะศิลปินที่สร้างสรรค์ศิลปะแบบสวนกระแสถือว่าเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอย่างแน่นอนแต่การที่จะทำอย่างนี้ได้นั้น

บางครั้งศิลปินก็อาจจะต้องอาศัยและพึ่งพาในเรื่องของโอกาสในบางครั้งสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ก็ไม่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ชมหรือคนภายนอกเนื่องจากขาดโอกาสนั่นเองทำให้บางครั้งความกดดันที่กเดขึ้นกับศิลปินอีกหนึ่งอย่างก้คือความกดดันในการประสบความสำเร็จในเส้นทางศิลปินนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  gclub online ผ่านเว็บ

The Creation of Adam ผลงานของ Michelangelo

แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่นิยมวาดภาพรูปแบบ Creation of Adam แต่ว่าอาจจะไม่เป็นผลงานที่โด่งดังสักเท่าไหร่ แม้จะใช้ชื่อภาพแบบเดียวกันกับผลงานของ Michelangelo ผลงานของ ไมเคิล ภายใต้คอนเซ็ปต์นี้ ซึ่งถูกตีความหมายแล้วก็สรรเสริญมากมายจากผู้คนทั่วไป โดยภาพนี้ไมเคิลได้เขียนไว้ที่ Sistine Chapel 

เป็นที่ทราบดีแล้วว่า ในสมัยเรอเนสซองส์ผู้คนที่สร้างสรรค์งานศิลปะโดยส่วนมากจะเป็นที่รู้จักได้ควรมีความเก่งกาจมากแบบสะดุดตา ด้วยเหตุว่าตอนนั้นเป็นสมัยที่งานศิลป์กำลังฟื้นฟู ยิ่งถ้าหากได้เป็นคนโปรดของสันตะปาปาด้วยแล้วยิ่งยืนยันได้ว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในงานศิลป์จริงๆ 

สำหรับ Michelangelo นั้นถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักสร้างสรรค์ผลงานศิลป์ด้านจิตรกรรมตั้งแต่แรก แต่เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีความเข้าใจมากมายในด้านนี้ อีกทั้งในด้านสลักและก็สถาปัตยกรรมเขานั้นทำได้ดีกว่าใครๆ เขาก็เลยสามารถที่จะประดิษฐ์ผลงานที่ได้รับมอบหมายจากสันตะปาปาจูเลียสลำดับที่สองได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานที่เด่นที่สุด ดีที่สุดของเขา ก็คือ The Creation of Adam 

โดยเขานั้นได้รับแรงจูงใจจากภาพคอนเซ็ปต์เดียวกันที่มีชื่อว่า Ghiberti ที่เขียนไว้บนประตูสวรรค์ในกรุงฟลอเรนซ์ ภาพที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นผลงานชิ้นสุดยอดของสุดยอด โดยผลงาน The Creation of Adam เป็นภาพที่มีผู้ชายสองที่มีลักษณะตรงกันข้ามกัน ชายคนหนึ่ง คือ อดัม จากภาพอจะอยู่ทางซ้าย มีร่างกายที่แข็งแรงใหญ่โต

แต่พบว่ากำลังซึมเศร้าอยู่ และชายอีกคนที่เป็นดังพระผู้เป็นเจ้าเป็นชายแก่จากพบจะอยู่ทางขวา โดยชายแก่คนนี้มีความว่องไวคล่องแคล่วและฮึกเหิม โดยรอบตัวมีบุคคลจำนวนมากกำลังเกาะเกี่ยวเขาอยู่ แต่ชายแก่คนนี้กับยังคงเหาะเหินได้ปกติ สะท้อนให้เห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหนอิทธิฤทธิ์มากเพียงใด และท่านยังทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสุดๆ ถึงขนาดที่สามารถให้ทวยเทพได้เกาะตามลำตัวไปไหนมาไหนด้วยได้  

นอกจากนี้ด้วยพลังของภาพที่คนส่วนมากรับรู้ได้ เมื่อไปชมภาพในสถานที่จริง คือ จะรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างนิ้วที่พระผู้เป็นเจ้าส่งพลังของท่านผ่านนิ้วไปสู่อดัม ให้ตื่นจากฝันได้ ช่างเป็นสิ่งที่เห็นแล้วน่าพิศวงยิ่งนัก

เนื่องมาจาก Michelangelo เป็นนักแสดงที่เกิดในสมัยที่วิทยาศาสตร์เริ่มมีความเจริญรุ่งเรือง แต่ว่าศาสนจักรยังคงมีอำนาจแล้วก็มีอิทธิพลมากมาย คนส่วนมากก็เลยมั่นใจว่าผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลป์ในยุคนี้คงจะลึกลับซับซ้อนพยายามซ่อนเงื่อนงำด้านวิทยาศาสตร์ไว้ภายในภาพแน่นอน 

ถึงแม้ว่าไมเคิลจะไม่ได้เป็นผู้ที่ถนัดในด้านการวาดภาพจิตกรรมมาก่อนแต่เขาเองสามารถสร้างผลงานนี้ให้เสร็จได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ และเขายังสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้ดีมากๆ อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย    sagame

ศิลปะการแสดงไทย

ศิลปะการแสดงเป็นสิ่งที่เรามักเห็นได้จากละครโทรทัศน์ ละครเวที ภาพยนตร์ ซีรี่ส์ ซิทคอม และเราจะสามารถเห็นศิลปะการแสดงเหล่านี้ได้จากนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครที่ตัวเองได้รับออกมา ไม่ว่าจะเป็นบทนางเอก บทพระเอก บทนางร้าย บทพระรอง บทนางรอง เป็นต้น ซึ่งบทบาทเหล่านี้เป็นเพียงบทบาทสมมุติที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงในการรับชม

คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าศิลปะการแสดงเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการแสดงและนักแสดงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วนั้นศิลปะการแสดงคือศิลปะแขนงหนึ่ง ที่รวบรวมการแสดงต่างๆเอาไว้ นอกจากละคร ภาพยนตร์ที่เราทราบกันแล้ว การเล่นดนตรี การเต้น นาฏศิลป์ไทย

ก็ล้วนเป็นศิลปะการแสดงด้วย เพราะมีการแสดงออกถึงศาสตร์และศิลป์ผ่านอารมณ์ ความรู้สึก เหมือนกัน ศิลปะการแสดงจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของบทบาทนักแสดงออกมาผ่านการแสดงเหล่านั้นทั้งหมด

ศิลปะการแสดง จึงหมายถึงการแสดงละคร การแสดงดนตรี การรำ หรือการเต้น โดยไม่จำเป็นที่การแสดงเหล่านั้นจะต้องไปตามแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณี  เพราะศิลปะเป็นศาสตร์ที่ไม่มีวันตายตัว อาจเกิดการประยุกต์ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เสมอจุดประสงค์ของศิลปะการแสดงก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสวยงามและเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ที่รับชม  

ศิลปะการแสดงในประเทศไทยมีมาอย่างยาวนาน เดิมทีอาจจะเป็นการแสดงพื้นบ้านที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และได้มีประยุกต์ พัฒนาศิลปะการแสดงให้มีความทันสมัย เข้ากับสังคมไปเรื่อยๆมาจนถึงปัจจุบัน 

ศิลปะการแสดงในประเทศไทยมีดังนี้

-ดนตรีพื้นบ้าน

การละเล่นดนตรีที่ชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นจะมีเครื่องดนตรีและการละเล่นดนตรีที่แตกต่างกันไป อย่างภาคอีสานก็จะมีการเป่าแคนเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น การเล่นดนตรีนอกจากจะเป็นการสร้างความสนุก ผ่อนคลายให้กับชาวบ้านในท้องที่แล้วยังเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ในท้องถิ่น 

-ละคร

การแสดงบทบาทสมมุติ โดยอิงจากบทประพันธ์ละครหรือแม้กระทั่งบทประพันธ์นิยาย จะมีการเล่าเรื่องราวเป็นตอนๆ ซึ่งผู้แสดงจะต้องถ่ายทอดออกมาเป็นสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงการรำ การร้องเพลงด้วย ซึ่งละครก็มีให้เราเห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ละครเวที เป็นต้น

-โขน

การแสดงที่มีการรำ การเต้นและการออกท่าทางโดยมีดนตรีไทยบรรเลงประกอบการแสดงไปด้วย  โขนถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูงที่มีมาอย่างยาวนาน เรื่องที่จะใช้แสดงจะเป็นเรื่องในวรรณคดีไทย มีการแสดงตัวพระ ตัวลิง ตัวยักษ์เสมอ 

-ลำตัด

การแสดงที่มีการเชือดเฉือน โต้วาทีกันโดยผ่านการขับร้องกลอนให้เข้าจังหวะกับดนตรีไทย ลำตัดเหมือนเป็นการแสดงประชันฝีปากของผู้ร้องที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย อีกทั้งยังมีลูกเล่นลูกหยอดในการจีบสาว เป็นการแสดงที่สร้างความสนุกสนาน ตลกขบขันแก่ผู้รับชมเสมอ

-หมอลำ

การแสดงพื้นบ้านของชาวอีสาน เน้นการขับร้องเพลง ขับกลอนอีสาน โดยเนื้อเรื่องที่นำมาขับร้องมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดี นิทานพื้นบ้านของชาวอีสานเอง

-ลิเก

การแสดงที่มีการผสมผสานระหว่างการร้อง การรำ และการแสดงบทบาทสมมุติ โดยมีการบรรเลงดนตรีไทยประกอบการแสดง ลิเกจะมีเอกลักษณ์ที่เครื่องแต่งกาย ดนตรีไทยและการแสดง  

-ขับร้อง

การแสดงโดยการขับร้องให้เข้ากับทำนองและจังหวะเพลง  

-หุ่น

การแสดงเชิดหุ่น โดยมีคนเป็นผู้บังคับหุ่นให้แสดงไปตามบท ตามเรื่องราวที่ถูกพากย์ 

-รองเง็ง

การแสดงของชาวใต้ ที่มีการเต้นรำระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ระหว่างที่เต้นจะมาการขับร้องเพลงไปด้วย

-โนรา หรือ มโนราห์ 

การแสดงที่นิยมกันภาคใต้ การจะเป็นการแสดงที่ผสมผสานระหว่างการร่ายรำ การร้อง และบทพูดคุย

ศิลปะการแสดงของไทยค่อนข้างมีเอกลักษณ์และความสวยงาม สร้างความบันเทิง  สร้างอาชีพให้แก่ผู้ที่แสดงได้ด้วย หากไม่รู้จะหากิจกรรมอะไรทำในเวลาว่าง การไปดูศิลปะการแสดงแขนงต่างๆก็น่าทำไม่น้อย และไม่ว่าจะเป็นการแสดงแบบใดก็สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมได้อย่างไม่รู้ลืม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sexybaccarat

ตำนานตุ๊กตาเบ็กกี้

          สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับตุ๊กตาผีสิงนั้น เรามักจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาจากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ ซึ่งหากเปรียบตุ๊กตาผีสิงหรือตุ๊กตาต้องคำสาปของคนต่างประเทศ ก็อาจจะเหมือนกับเรื่องราวของตุ๊กตากุมารทองบ้านเราดีดีนี่เอง แต่ตุ๊กตาที่เป็นตุ๊กตาผีสิงของต่างประเทศนั้นและเรื่องราวของตำนานตุ๊กตา ผีสิงนั้น เรามักจะได้เห็นตามสื่อออนไลน์หรือแม้แต่เป็นเรื่องเล่าขานต่อต่อกันมาก

ซึ่งแต่ละเรื่องของตุ๊กตาผีสิงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นนานเกินไปเลย อย่างเรื่องราวตุ๊กตาผีสิงตัวล่าสุดที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นใน  ในปี 2015 นี้เอง ซึ่งเรื่องราวนี้คนที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้ฟังกันก็คือ  เจน  แฮรี่ ซึ่งเธอเป็นนักสืบเกี่ยวกับเรื่องราวลึกลับ เธอบอกว่าเธอได้รักตุ๊กตาหมาตัวหนึ่งโดยส่งมาจากคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งพวกเขานั้นบอกว่าตั้งแต่พวกเขาซื้อตุ๊กตาตัวนี้มาพวกเขาก็ต้องตัดร้ายมาโดยตลอด

ซึ่ง คู่สามีภรรยาพูดดังกล่าวยังไม่ได้บอกกับเจนแฮร์รี่ด้วยว่าก็เขาได้พยายามแก้ไขปัญหาก่อนหน้านั้นแล้วด้วยการเชิญนักรบและนักบวชมาช่วยปัดเป่าวิญญาณร้ายก็ไม่ได้ผลอะไรดีขึ้นมาเลย และนี่ คือสิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่ตัดสินใจที่จะกำจัดตุ๊กตาตัวนี้ออกไปจากชีวิตเสียดีกว่านั่นก็คือการที่พวกเขานั้นได้สั่งตุ๊กตาตัวนี้มาให้กับเจน Harry นั่นเอง

ซึ่งสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของตุ๊กตาได้บอกกับ เจน แฮรี่  ว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นมีชื่อด้วยโดยชื่อของมันก็คือเบ็กกี้นั่นเอง และเมื่อ เจน  แฮรี่ ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจะได้มีการเชิญคนส่งมาหลายคนเพื่อมาทำการพูดคุยกับตุ๊กตาเบ็กกี้ตัวนี้และทำให้พวกเขานั้นได้รู้จักตุ๊กตาตัวนี้ได้เป็นอย่างดีขึ้น โดยพวกเขาได้รู้ว่าตุ๊กตาเบ็กกี้นี้ตุ๊กตาที่มีวิญญาณร้ายสิงอยู่เป็นตุ๊กตาที่มีวิญญาณอาฆาตแค้น ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้ตุ๊กตาตัวนี้ไปครอบครองคนที่อยู่ใกล้กับตุ๊กตาตัวนี้ก็จะมีอาการไม่สบายตัวปวดหัวเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเนื่องจากว่าเป็นผลมาจากแรงอาฆาตแค้นของตุ๊กตาเบ็กกี้นี้เอง

ซึ่งคนทรงเชื่อว่า ตุ๊กตาเบ็กกี้นั้น น่าจะถูกวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งสิงอยู่วิญญาณของหญิงสาวคนนั้นน่าจะเสียชีวิตจากการที่เธอป่วยด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก และเท่านั้นยังไม่พอเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นภาพของตุ๊กตาของเป๊กกี้การทางโลกออนไลน์พวกเขาก็ต่างพูดกันว่าพวกเขาก็จะมีอาการปวดหัวแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกเช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้เรื่องราวของตุ๊กตาเบ็กกี้ก็ได้เงียบหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นหายไปอยู่ที่ไหนแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

ตำนานงูน้ำ

             ตำนานนี้มีการกล่าวถึงงูซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษแต่เราจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นกูบางชนิดมีพิษร้ายแรงมากที่สามารถตัดครั้งเดียวแล้วตายได้ภายในเวลาแค่เพียง 5 นาทีเท่านั้นแต่มีบางชนิดนั้นก็ไม่มีพิษเลยหรือบางชนิดก็มีพิษแต่มีพิษไม่ร้ายแรงมากซึ่งมีการพูดถึงตำนานของงูเกี่ยวกับเรื่องของพี่ของงูด้วยว่าเหตุใดในแต่ละตัวจึงมีพิษไม่เท่ากัน

 

โดยตำนานนิทานเรื่องนี้มีการเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของงูในสมัยโบราณโดยมีการเชื่อกันว่าแต่เดิมนั้นงูทุกชนิดนั้นก็เป็นสัตว์ที่มีพิษอยู่แล้วโดยเฉพาะงูน้ำซึ่งเมื่อก่อนนั้นงูน้ำเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดหากมันได้ไปกัดใครแล้วเราก็ต่อให้ตัวใหญ่มากมายแค่ไหนก็ตายทันทีอยู่มาวันหนึ่งมันได้ไปกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนดังกล่าวนั้นชื่อว่าอ้ายไม่ตาย

  หลังจากที่อ้ายไม่ตายถูกงูพิษกัดชาวบ้านต่างก็พูดถึงเรื่องราวดังกล่าวกันทั่วว่า มีงูน้ำปลากัดตายไม่ตายเสียแล้วซึ่งเป็นจังหวะที่งูน้ำตัวดังกล่าวผ่านมาได้ยินพอดีมันจึงคิดว่าชายที่มันกัดนั้นถูกมันกัดแต่ไม่ตายแต่ความจริงแล้วชาวบ้านพูดกันซึ่งมีความหมายว่าชายที่ชื่อว่าอ้ายไม่ตายนั้นได้เสียชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ด้วยความเข้าใจผิดของงูน้ำคิดว่าตนเอง

นั้นไม่มีพิษสงอะไรแล้วถึงสามารถตัดโคนไม่ตายด้วยความโมโหมันจึงได้ไปคายพิษของมันทิ้ง เพราะมันคิดว่าต่อให้มันมีพิษในตัวมันไปกัดใครก็คงไม่มีใครตายอีกแล้วโดยตรงบริเวณที่งูน้ำไปปล่อยพิษทิ้งไว้นั้นเป็นบริเวณที่มีต้นหมามุ่ยอยู่เมื่อมันคลายพิษมันก็หนีไปเมื่อสัตว์ต่างๆได้ยินว่างูน้ำนั้นได้มาคลายผิดทิ้งพวกมันต่างก็พากันมากินพิษของงูน้ำเข้าไป

โดยงูที่กินไปเยอะมากที่สุดก็คือเงินจงอางต่อมาก็เป็นงูเห่าและต่อมาก็เป็นงูป่ะและยังมีงูชนิดอื่นๆอีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่มากินพิษของงูน้ำรวมถึงแมลงเล็กๆต่างๆไม่ว่าจะเป็นตะขาบหรือแม้แต่งูเขียวซึ่งถ้าใครมาก่อนก็จะได้กินมากกว่าตัวอื่นๆก็จะได้รับพิษร้ายแรงเข้าไปมากกว่าทำให้เราจะเห็นได้ว่างูจงอางนั้นเวลากัดใครจะตายทันที

เพราะมีพิษร้ายแรงนั่นเองส่วนงูเขียวได้รับผิดไปน้อยที่สุดเพราะว่ามาทีหลังทำให้งูเขียวมีพิษก็จริงแต่ผิดนั้นค่อนข้างอ่อนมากนั่นเองและทิศยังคงมีหลงเหลือติดอยู่ที่ต้นหมามุ่ยด้วยทำให้เราจะเห็นว่าเวลาที่เราไปถูกต้นหมามุ่ยเรามักจะคันและเป็นผื่นแพ้นั่นเองซึ่งนี่คือที่มาของการมีพิษของสัตว์ชนิดต่างๆและเป็นที่มาว่าทำไมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดูน้ำถึงเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษเป็นที่เป็นงูเหมือนงูสายพันธุ์อื่นๆนั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

ตำนานกุมารทองพลาย

 หากพูดถึงกุมารทองแล้วแล้วก็หลายคนคงนึกถึงภาพรูปปั้นของเด็กเล็กๆอายุประมาณ 3-4 ขวบซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเด็กผู้ชายลักษณะการแต่งกายก็จะเป็นเหมือนเด็กในสมัยโบราณที่ผูกจุกไว้ด้านบนอีกทั้งยังไม่สวมใส่เสื้อนุ่งเพียงแค่โจงกระเบนเท่านั้นซึ่งกุมารทองที่เราเห็นในปัจจุบันนี้จะมี 2 ลักษณะซึ่งเป็นกุมารทองทั่วๆไปที่มีการปิดทองเอาไว้เป็นลักษณะของการปลุกเสกขึ้นมา

เพื่อให้ประชาชนนั้นได้เลี้ยงเอาไว้ขอพรแล้วให้ช่วยปกปักรักษาบ้านเรือนของตนเองส่วนอีกแบบหนึ่งก็คือกุมารทองพรายกุมารทองชนิดนี้จะเป็นกุมารทองที่ปลุกเสกเอาไว้ให้ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของโชคลาภเงินทองต่างๆโดยวิธีการปลุกเสกกุมารทองพรายนั้นมักจะรีบทำด้วยวิธีกรรมก็คือการสร้างรูปปั้นกุมารทองขึ้น

มาก่อนหลังจากนั้นก็ไปเรียกดวงวิญญาณของเด็กที่ตายแบบผิดธรรมชาติเช่นเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตวิญญาณยังไม่ถึงที่ตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนจึงยังมีวิญญาณยังไม่ไปไหนยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ทางด้านผู้มีวิชาอาคมจึงได้ทำการเรียกวิญญาณของเด็กน้อยเหล่านี้

มาเก็บไว้ในรูปปั้นของกุมารที่มีการสร้างขึ้นเรียกว่ากุมารพรายนั่นเองและหากใครก็ตามที่มีการเลี้ยงดูกุมารพรายจะต้องมีการตั้งชื่อให้กับกุมารพรายของตนเองพร้อมกับเรียกชื่อของกุมารพรายบ่อยๆวิธีการดูแลกุมารพรายเพื่อให้กุมารพรายคอยช่วยเหลือนั้น

ทำได้ด้วยการหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กุมารพรายอย่างสม่ำเสมอซื้อของกินรวมถึงของใช้และตุ๊กตาให้เล่นบ่อยๆเลี้ยงดูเหมือนกับเลี้ยงดูลูกของตนเองไม่ว่าเราจะขออะไรกุมารพรายก็จะคอยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคนที่เลี้ยงกุมารพรายนั้น

มักจะเป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าที่มักอยากจะให้กุมารพรายนั้นไปคอยช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้านนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามยังมีคำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเลี้ยงกุมารพรายด้วยว่าหากใครที่เลี้ยงกุมารพรายแล้วขอให้กุมารพรายช่วยเหลือแล้วได้สมหวังเรียบร้อยแล้วและไม่ยอมซื้อของมาให้เพื่อเป็นการขอบคุณที่กุมารพรายช่วยเหลือ

พวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะโทรกุมารพรายกันแกล้งด้วยการเกิดแต่เรื่องสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิต และกุมารทองพรายมักจะออกมาให้คนในบ้านเห็นจนกว่าจะมีการแก้บนในสิ่งที่ขอเอาไว้แต่ถ้าหากใครที่ไม่คิดอยากจะเลี้ยงกุมารทองพรายแล้ววิธีการแก้นั้นก็คือต้องยกกุมารทองพรายให้กับคนอื่นไปเลี้ยงแทนซึ่งก็ต้องกำชับคนที่นำไปเลี้ยงต่อด้วยว่าให้ดูแลกุมารทองพรายให้เป็นอย่างดีจะได้ ได้รับความช่วยเหลือจากกุมารทองในทางที่ดีนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่เกม บาคาร่า

ตำนาน ถ้ำพิณดายา   

          ถ้ำพินดายาเป็นถ้ำที่อยู่ในประเทศพม่าซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากด้วยถ้ำแห่งนี้มีความสวยงามและแปลกแตกต่างจากท่านอื่นๆเนื่องจากในถ้ำแห่งนี้นั้นจะมีพระพุทธรูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อยู่มากมายเต็มไปหมดซึ่งปัจจุบันนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและมีการนับจำนวนพระพุทธรูปได้ทั้งหมด 8,000 รูปแล้วโดยพระพุทธรูปเหล่านี้เกิดขึ้น

มาจากในสมัยก่อนนั้นตรงบริเวณถ้ำพินดายาแห่งนี้เป็นทางผ่านของพ่อค้าที่จะต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างเมืองและเมื่อเดินทางมาถึงที่ถ้ำแห่งนี้เก่าพ่อค้าก็มักจะแวะมาพักระหว่างการเดินทางซึ่งภายในถ้ำจะมีพระพุทธรูปอยู่ทำให้พ่อค้าทั้งหลายที่นำสินค้าไปขายต่างก็เข้ามากราบไหว้พระพุทธรูปในถ้ำแห่งนี้พร้อมกันนั้น

ก็ได้มีการนำพระพุทธรูปที่ตนเองพกติดตัวมาด้วยได้มาเก็บรักษาไว้ที่นี่ด้วยเพื่อเป็นเหมือนการนำพระพุทธรูปมาบูชาไว้ในถ้ำแห่งนี้นับจากนั้นเรื่อยมาเมื่อใครผ่านไปผ่านมาก็มักจะนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ภายในถ้ำทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้จะเห็นว่ามีพระพุทธรูปสีเหลืองทองอร่ามมากมายหลายรูปเลยทีเดียวนอกจากนี้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ยังมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับถ้ำแห่งนี้ด้วย

เนื่องจากถ้านักท่องเที่ยวไปเห็นภายในถ้ำได้เห็นว่าตรงบริเวณปากถ้ำนั้นจะมีรูปปั้นของแมงมุมขนาดใหญ่อยู่ซึ่งเรียกว่าแมงมุมยักษ์ตามตำนานบอกว่าก่อนหน้านี้ได้มีนางฟ้าทั้งหมด 7 องค์ลงมาเล่นน้ำที่โลกมนุษย์หลังจากนั้นนางฟ้าทั้ง 7 องค์เกิดถูกแมงมุมยักษ์กับตัวมาแล้วนำมาขังไว้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้

ซึ่งแมงมุมนั้นได้จับนางฟ้ากินทีละองค์ทีละองค์จนเกือบจะหมดจนมาถึงนางฟ้าองค์สุดท้ายซึ่งกำลังจะถูกแบ่งมุมยักษ์จับกินเธอได้ร้องเสียงดังโวยวายให้คนช่วยบังเอิญว่าขนาดนั้นมีเจ้าชายเดินทางผ่านมาตรงบริเวณหน้าถ้ำพอดีจึงได้ยินเสียงหญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือเจ้าชายจึงได้เข้าไปและเห็นว่ามีแมงมุมยักษ์กำลังจะจับผู้หญิงกินเป็นอาหารเจ้าชายจึงได้ให้ความช่วยเหลือเมื่อเจ้าชายสังหารแมงมุมยักษ์ตายเสร็จแล้ว

จึงได้มีการสอบถามเจ้าหญิงจึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วเจ้าหญิงองค์นั้นเป็นนางฟ้าที่ถูกแมงมุมยักษ์กลับมาด้วยความที่ได้ช่วยเหลือกันทำให้เจ้าชายและนางฟ้าตกหลุมรักซึ่งกันและกันและทั้งสองคนก็แต่งงานกันคลองคู่การปกครองเมืองแห่งนี้ที่เรียกว่าเมืองพินดายานั่นเองและซากแมงมุมยักษ์ก็กลายเป็นหินอยู่ที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำพินดายาซึ่งทุกวันนี้ถ้าหากใครไปเที่ยวที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ก็จะยังคงเห็นซากแมงมุมยักษ์ผิดถูกปั้นเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่เอาไว้ที่หน้าบริเวณถ้ำเพื่อเป็นอนุสรณ์ของตำนานเรื่องนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน

กำเนิดแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ

              หากพูดถึงเรื่องของตำนานทุกประเทศย่อมมีตำนานเล่าขาน ความเป็นมาของประเทศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือประเทศอื่นต่างก็มีตำนานเล่าเรื่องเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานเกี่ยวกับประเทศ ประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศใดในโบกนี้เลย นั่นก็คือประเทศอียิปต์นั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันประเทศอียิปต์ถึงจะเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย แต่ก็มีความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก หลายคนเคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอียิปต์กันมาแล้ว โดยไปดูซากอารยธรรมโบราณ อย่างเช่น สุสานของฟาโรห์ หรือแม้แต่พีระมิดซึ่งเป็นที่เก็บสุสาน และแหล่งทอ่งเที่ยวปัจจุบันของอียิปต์ก็ยังคงมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายที่ที่น่าสนใจไปเยี่ยมชม อย่างเช่น การล่องเรือกลางแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนอียิปต์เลยก็ว่าได้ 

  สำหรับต้นกำเนิดของอียิปต์นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งการเกิดนั้นมีต้นกำเนิดมามากกว่า 2000 ปีมาแล้วโดยต้นกำเนิดของอียิปต์โบราณนั้นเกิดขึ้นมาจากราชาแมงป่อง ซึ่ง พระองค์เป็นผู้ปกครองนครทิตซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งแม่น้ำไนล์ พระองค์นั้นชอบล่าอาณานิคมได้มีการทำสงครามกับหลายเมือง

และพระองค์ยังได้ตั้งตนเป็นราชาของอียิปต์ตอนบน ซึ่งราชาแมงป่องนั้นต้องการที่จะร่วมอียิปต์ไม่ว่าจะเป็นทั้งตอนบนตอนกลางและตอนใต้ไว้ด้วยกันทั้งหมดแต่พระองค์ยังไม่สามารถทำได้ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนซึ่งต่อมาก็มีลูกชายของพระองค์นั้น

ได้เป็นผู้สานต่อความตั้งใจของราชา แมงป่องโดยได้มีการเคลื่อนทัพไปต่อสู้กับเมืองอียิปต์ทางใต้ ซึ่งพระองค์ก็ดำได้สำเร็จลงได้เป็นผู้ที่รวบรวมอียิปต์ทางตอนเหนือตอนใต้และต่างๆเข้าด้วยกันได้สำเร็จและมีการแต่งตั้งให้พระองค์นั้นเป็นฟาโรห์องค์แรกของประเทศ อียิปต์นั่นเองซึ่งนามของพระองค์นั้นชื่อว่าฟาโรห์เมเนส ซึ่งมีการตั้งเมืองหลวงชื่อว่าเมืองหลวงเมมฟิสอารมณ์ตั้งอยู่ทางตอนกลางของแม่น้ำไนล์ ชาวเมืองต่างให้ความเคารพนับถือฟาโรห์เมเนสกันเป็นอย่างมาก

โดยเชื่อว่าพระองค์นั้นเป็นร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาช่วยกันปกครองโลกมนุษย์ ซึ่งนับตั้งแต่พระองค์ได้มีการขึ้นของราชก็ดูแลราษฎรด้วยดีเสมอมาทำให้หน้าตั้งนานนานเป็นต้นมาอียิปต์จึงมีฟาโรห์ปกครองต่อเนื่องยาวนานมาอีกหลายพระองค์ซึ่งแต่ละพระองค์นั้นก็เป็นที่รักของชาวเมืองอียิปต์เป็นอย่างมากนั่นเอง

ซึ่งเราจะเห็นได้จากซากอารยธรรมต่างๆที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า สุสานของฟาโรห์ซึ่งมีนักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟาโรห์หลายต่อหลายพระองค์เลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

ประวัติของสืบนาคะเสถียร

         สำหรับเรื่องราวของชายที่ชื่อว่าสืบนาคะเสถียรนั้นเขาเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุค 90 โดยในครั้งนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผู้มีอิทธิพลมักจะลักลอบเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าและสืบนาคะเสถียรเองก็เป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่ดูแลป่าไม้ในอุทยานแห่งหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลรักษาป่าไม้พร้อมกับดูแลสัตว์ป่าที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติและชายที่ชื่อว่าสืบนาคะเสถียรนี้

เป็นชายที่รักในอุดมการณ์ของตนเองรักในอาชีพของตนเองปฏิบัติตัวอย่างดีออกลาดตระเวนในทุกๆวันเพื่อไม่ให้ใครหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ในพื้นที่ที่เขาดูแลและปกครองอยู่ซึ่งการปฏิบัติงานอย่างเที่ยงตรงของเขานี่เองสร้างความขัดใจและไปขัดผลประโยชน์ให้แก่ทุกคนมากมายหลายกลุ่มจนในที่สุดแล้วชีวิตของสืบนาคะเสถียรก็ต้องจบลงจากการที่เขานั้นถูกลอบฆ่าเหตุเพราะว่าเขาเข้าไปขัดขวางผู้มีอิทธิพลกลุ่มหนึ่งที่กำลังต้องการที่จะเข้ามาตัดไม้

        สำหรับความดีของสืบนาคะเสถียรนั้น แต่เดิมเขาเป็นนักวิชาการแต่ด้วยการที่เขานั้นรักธรรมชาติรักต้นไม้และสัตว์ป่าเขาจึงได้เปลี่ยนตนเองหลักการที่เป็นนักวิชาการมาเป็นนักอนุรักษ์และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ดูแลเฉพาะสัตว์ป่าและต้นไม้ในพื้นที่เขาดูแลเท่านั้นเขายังออกมาเป็นหัวหน้าเกี่ยวกับเรื่องของการต่อต้านการคัดค้านการสร้างเขื่อน เฉพาะเขื่อนที่บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร

ซึ่งในขณะนั้นมีการออกมาพูดถึงการกระทำเขื่อนแถวจังหวัดกาญจนบุรีแต่ทางด้านสืบนาคะเสถียรเองก็ออกมาต่อต้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรุนแรงมากและจากการต่อต้านนี้เองที่ทำให้ในที่สุดแล้วการสร้างเขื่อนที่จังหวัดกาญจนบุรีก็ถูกระงับล้มเลิกไม่ต้องสร้างและสิ่งที่ทำให้สืบนาคะเสถียรต้องเสียชีวิตลงเพราะว่าเขาได้ไปทำงานที่ห้วยขาแข้ง

ซึ่งที่นี่มีกลุ่มนายทุนที่มีผู้อิทธิพลกำลังตัดไม้ทำลายป่าและยังมีพวกข้าราชการหลายคนที่ทุจริตซึ่งสืบรู้เรื่องนี้เข้าก็เข้ามาต่อต้าน โดยสืบนาคะเสถียรพยายามที่จะเข้าหาชาวบ้านและช่วยสอนให้ชาวบ้านรู้ถึงประโยชน์ของป่าไม้และสัตว์ป่าแต่ในครั้งนั้นไม่มีใครสนใจที่จะร่วมมือในการพัฒนาป่าไม้ของสืบเลยเพราะทุกคนกลัวกลุ่มผู้มีอิทธิพลซึ่งสุดท้ายแล้วในที่สุดสืบนาคะเสถียรก็จบชีวิตตนเอง

โดยเขาใช้ปืนยิงตนเองตายอยู่ในป่าซึ่งวันที่เขาตายนั้นตรงกับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 และนับตั้งแต่สืบนาคะเสถียรเสียชีวิตลงก็ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจการอนุรักษ์ป่าไม้และการอนุรักษ์สัตว์ป่ากันมากขึ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ๊กซี่บาคาร่าเกมส์66

ศิลปะและความงดงาม

การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นยุคคลาสสิค ยุคโรมัน ยุคกรีก อยู่ตอนนี้มีการพัฒนางานค่อนข้างเยอะทุกคนต่างมีความต้องการในการเผยแพร่เรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตหรือว่า วิถีชีวิตของผู้คนใน โดยเฉพาะการเจริญรุ่งเรืองของเมืองโดยเฉพาะเมืองที่มีความใหญ่โตหรือแม้จะเป็นอำนาจทางการทหารที่รักข้างเดียวก็จะไปรุกรานในเมืองอื่น

นี่เองจะเป็นส่วนสำคัญที่เมื่อไปรุกรานแล้วก็จะนำวัฒนธรรมของตัวเองไปเผยแพร่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรมการใช้ชีวิต หรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่งานศิลปะเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้นหรือการส่งต่อได้ง่ายมากยิ่งขึ้นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆหรือวัฒนธรรมต่างๆ

เนื่องด้วยสุนทรียภาพแห่งการทำงานต่างๆวัฒนธรรม จึงมีความจำเป็นจะต้องมีการส่งต่อการประยุกต์งานต่างๆ เนื่องด้วยการพัฒนางานหรือแม้จะเป็นการถ่ายทอดรูปแบบในการทำงานโดยเฉพาะปฏิมากรรม ที่แสดงถึงความเชื่อศรัทธารวมทั้งศาสนาต่างๆ การทำสงครามไม่ใช่มีเพียงแต่เมืองต่างๆซึ่งการรุกรานสถานที่ต่างๆเพียงเท่านั้น

รวมไปถึงยุคสมัยของ Dark Age ที่ซึ่งเป็นยุคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการศิลปะที่เปลี่ยนวงการศิลปะอย่างสิ้นเชิงผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาที่ค่อนข้างเยอะ ยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้คนมีการทำสงครามศาสนาค่อนข้างมาก 

นี่จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะฝากคือการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของจิตรกร เป็นการบอกเล่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตามที่จะเป็นความงดงามอีกหนึ่งอย่างที่เป็นส่วนสำคัญจะมาถึงในยุคปัจจุบันยังมีการศึกษาเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ การส่งต่อเรื่องราวมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาให้ผู้คนต่างๆมีแนวคิดหรือมีทัศนคติที่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องราวความเชื่อศาสนาต่างๆในยุคสมัยก่อนเป็นยุคที่มีความยิ่งใหญ่หรือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่เมื่อผู้คนมีความคิดเห็นต่างกัน

ก็สามารถทำลายกันได้ นี่คือประสบการณ์ที่ศิลปะได้เข้ามาเป็นสื่อกลางระหว่างศาสนากับผู้คน ให้ผู้คนมีแนวคิดหรือทัศนคติที่ตรงกันอย่างไรก็ตามที่จะเป็นสำคัญการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างในการสื่อสารต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาให้ตรงกับยุคสมัยหรือการพัฒนางานต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงงานอากาศวันนี้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาผู้คนมีความต้องการในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงาน

หากมองให้ดีๆในยุคปัจจุบันศิลปะต่างๆก็มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยค่อนข้างเยอะ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆคณะสังคมเหตุการณ์เศรษฐกิจ การเมือง เรื่องราวต่างๆแนวคิดต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นศาสนาในยุคปัจจุบันก็ยังมีเห็นอยู่ว่า บุคคลมีความต้องการในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการแสดงความคิดเห็นก็เป็นอีกหนึ่งสิ นี่คือความงดงามของงานศิลปะที่ไม่อาจประเมินค่าได้นั่นคือความคิดของผู้คน 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

Page 1 of 6

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén