หมวดหมู่: ประวัติความเป็นมา Page 1 of 2

ประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้ และ ตุ๊กตาบลายธ์

              ประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้ ของเด็กเล่นที่เด็กผู้หญิงที่ชื่นชอบเล่นมากที่สุดก็คือตุ๊กตานั้นเอง  และปัจจุบันนั้นก็มีตุ๊กตาหลายแบบมากที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกยกตัวอย่างเช่นตุ๊กตาบาร์บี้  ตุ๊กตาบลายธ์   ตุ๊กตาหมี  หรือแม้แต่ตุ๊กตาของประเทศต่างๆอย่างของญี่ปุ่นก็เช่นตุ๊กตาไล่ฝนหรือของประเทศรัสเซียก็เป็นตุ๊กตารัสเซียก็มี

           โดยตุ๊กตานั้นอาจจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับคนก็ได้หรือตุ๊กตาบางตัวก็มีรูปร่างลักษณะเลียนแบบมาจากสัตว์หรือตัวละครในเทพนิยายต่างๆซึ่งการสร้างตุ๊กตาขึ้นมานั้นมีการนำวัสดุต่างๆกันมาสร้างเป็นตุ๊กตาตุ๊กตาบางตัวถูกสร้างมาจากผ้าและตุ๊กตาบางตัวอาจจะถูกสร้างมาจากพลาสติกแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามตุ๊กตาก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กๆชื่นชอบกันเป็นอย่างมากหรือแม้ขนาดคนที่โตแล้วก็ยังสะสมตุ๊กตาเพราะเป็นความชื่นชอบส่วนตัวนั่นเอง

         สำหรับข้อมูลและประวัติที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่ในครั้งนี้นั้นเป็นข้อมูลและประวัติของตุ๊กตาบาร์บี้และตุ๊กตาบลายธ์เนื่องจากว่าตุ๊กตาทั้ง 2 แบบนี้มีการลอกเลียนแบบมาให้มีลักษณะรูปร่างหน้าตาคล้ายคนเป็นลักษณะของการจำลองคนลงมาให้มีขนาดเล็กนั่นเอง 

          และสำหรับตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะมีการออกแบบมาให้มีทั้งเพศผู้หญิงและเพศผู้ชายซึ่งมีการตั้งชื่อตุ๊กตาบาร์บี้ว่าบาร์บี้ในขณะที่ตุ๊กตาเพศชายนั้นถูกตั้งชื่อว่าเคน  แล้วตุ๊กตาแบรนด์บาร์บี้นั้นก็โด่งดังไปทั่วโลกมีการนำผลิตภัณฑ์ต่างๆของแบรนด์บาร์บี้ออกมาจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าของแบรนด์บาร์บี้ซึ่งจะให้สำหรับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายสวมใส่หรือแม้แต่การที่ทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องบาร์บี้ 

                โดยตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะนิยมให้ตุ๊กตานั้นมีการสวมใส่ชุดให้คล้ายกับคนมากที่สุด โดยเสื้อผ้าของตุ๊กตาบาร์บี้จะเป็นเสื้อผ้าที่ค่อนข้างทางสมัยเป็นเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นความสูงของตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะอยู่ที่ราวๆประมาณ 11.5 นิ้วโดยตุ๊กตาบาร์บี้เกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 9 เดือนมีนาคมปีพุทธศักราช 2502 หรือในช่วงปีคริสตศักราช 1959 นั่นเอง  และบริษัทที่ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นมาก็คือบริษัทแมทเทล

        ส่วนข้อมูลของตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะเป็นตุ๊กตาที่ผลิตขึ้นมาโดยบริษัทเทนเนอร์โดยมีการผลิตขึ้นมาหลังจากตุ๊กตาบาร์บี้มีการออกจำหน่ายแล้วเพราะตุ๊กตาบลายธ์นั้นผลิตขึ้นมาเมื่อปีพุทธศักราช 2515 ซึ่งมีการผลิตในประเทศฮ่องกงแต่มีการนำมาวางขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและคนที่ออกแบบตุ๊กตาบลายธ์ก็เป็นบริษัทมาวิน กลาส สตูดิโอ

                สำหรับตุ๊กตาบลายธ์มีความแตกต่างจากตุ๊กตาบาร์บี้โดยตุ๊กตาบลายธ์ก็มีความรอบเรียนแบบความเป็นมนุษย์มาเช่นเดียวกันแต่ตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะแตกต่างตรงที่ว่ากลัวหัวตุ๊กตานั้นจะโตตัวตุ๊กตาบาร์บี้มากและขาและแขนหรือลำตัวนั้นจะค่อนข้างสั้นดังนั้นถ้าหากเปรียบเทียบกันก็คือตุ๊กตาบาร์บี้นั้นจะจำลองการเป็นคนโดยย่อส่วนลงมาส่วนตุ๊กตาบลายธ์นั้นจะเน้นในเรื่องของการสร้างให้เหมือนกับตัวการ์ตูนนั่นเอง

             เนื่องจากว่าตุ๊กตาบายนั้นค่อนข้างมีราคาสูงและไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันนี้ทำให้บริษัทเดิมที่เป็นบริษัทที่ผลิตตุ๊กตาบลายธ์ได้มีการขายกิจการให้กับบริษัท hasbro เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

ประวัติพระราหุล 

        สำหรับพระราหุลนั้นเป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าสมัยที่พระองค์ยังไม่ได้มีการออกบวช  ประวัติพระราหุล  ซึ่งตอนนั้นพระองค์ยังเป็นเพียงแค่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะที่เป็นกษัตริย์ครองเมืองนครกบิลพัสดุ์เพียงเท่านั้นซึ่งในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้นได้แต่งงานกับพระนางยโสธราหลังจากนั้นก็มีลูกด้วยกัน 1 คนนั่นก็คือพระราหูนั่นเอง

        ตอนที่พระราหูเกิดนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้มีการออกบวชซึ่งพอพระราหูเกิดปุ๊บพระพุทธเจ้าก็อุทานออกมาว่าราหูชาโตพันธนังชาตัง  ซึ่งตามความหมายที่พระพุทธเจ้าได้มีการอุทานออกมานั้นก็คือบ่วงได้เกิดขึ้นมาแล้วนั่นหมายถึงว่าพระองค์มีลูกที่จะเป็นบ่วงรัดพระองค์ไว้กับชีวิตการเป็นฆราวาสซึ่งพระองค์จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาจะไม่สามารถออกบวชได้นั่นเองแต่ในช่วงจังหวะที่อุทานนั้นเองปรากฏว่าพระเจ้าสุทโธทนะได้ยินก็คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะตั้งชื่อให้ลูกชายของตนเองว่าราหูดังนั้นพระเจ้าสุทโธทนะจึงได้มีการเรียกหลานของตนเองนับแต่นั้นเป็นต้นมาว่าราหุลนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วเมื่อพระราหุลเกิดได้ไม่นานเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้มีการหนีออกจากวังและไปบวชหลังจากนั้นก็ตัสรู้และกลายเป็นพระพุทธเจ้าเผยแพร่พระพุทธศาสนาซึ่งมีช่วงจังหวะหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเดินทางกลับมาที่เมืองกบิลพัสดุ์เพื่อมาเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนพระพุทธศาสนาให้กับพระบิดาและพระมารดารวมถึงญาติทุกๆคนเพราะหวังจะให้ทุกๆคนนั้นได้บรรลุธรรม

         ในช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่กรุงกบิลพัสดุ์นั้นทางด้านพระนางยโสธราก็ได้บอกให้ลูกชายของตนเองเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าเพื่อไปทำการขอพระราชสมบัติเพราะต้องการให้พระราหูนั้นสืบครองบัลลังก์แทนพระพุทธเจ้านั่นเองอย่างไรก็ตามพอพระพุทธเจ้าเห็นพระราหูจึงได้มีการแนะนำให้พระราหุลนั้นบวชเป็นสามเณรและให้ติดตามพระองค์ไปด้วยเพื่อไปเผยแพร่คำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งพระราหูนั้นก็ได้มีการออกบวชและตามพระพุทธเจ้าไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาทำให้พระราหูนั้นนับได้ว่าเป็นเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนานั่นเอง 

      อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระราหูได้มีการบวชเป็นเณรแล้วก็มีการศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนจนเมื่อเติบใหญ่ก็บวชเป็นพระสงฆ์และไม่มีการสึกออกมาอีกเลยซึ่งพระองค์นั้นก็ได้ปรินิพพาน โดยระบุว่าพระองค์นั้นไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากที่ปรินิพพานแล้วและพระองค์นั้นปรินิพพานก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานอีกด้วย 

           สำหรับประวัติพระราหูหลังจากที่ออกบวชแล้วไม่ได้มีการกล่าวถึงมากนักเนื่องจากว่าพระราหุลส่วนใหญ่แล้วจะมีการติดตามพระพุทธเจ้าไปในทุกๆที่ที่พระพุทธเจ้าไปอย่างไรก็ตามว่ากันว่าพระองค์นั้นสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุดและยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าด้วยว่าเป็นคนที่ใฝ่ศึกษาหาความรู้ขยันหมั่นเพียร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ดีที่สุด

สาเหตุของการจมน้ำของพระนางเรือล่ม

โดยประวัติคร่าวๆของสมเด็จพระนางเรือล่มหรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวีมีดังนี้ การจมน้ำของพระนางเรือล่ม ท่านได้เป็นลูกสาวของรัชกาลที่4กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งต่อมาเมื่อมีอายุประมาณ15-16ปีก็ได้มาเป็นพระมเหสีองค์แรกของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่5แล้วยังได้เป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างมากของรัชกาลที่5เสียด้วยพระว่าพระองค์มีพระสิริโฉมงดงามและก็ปัญญาที่เฉียบแหลม

การจมน้ำของพระนางเรือล่ม เมื่อกระทั่งต่อมาทั้งคู่ก็ได้มีลูกด้วยกันโยองค์แรกที่คลอดออกมานั้นเป็นพระธิดามีนามว่าเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์แล้วก็อีกคนที่ยังไม่ได้ออกมาดูโลกไม่แน่ใจว่าเป็นเพศ ชาย หรือ เพศหญิง เพราะว่ามันได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนี้เสียก่อน

ดังนั้นเรื่องเล่าของเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้มีอยู่ว่าในช่วงฤดูร้อนของปีพ.ศ.2423

รัชกาลที่5ท่านต้องการที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่พระราชวังบางประอินและจะต้องใช้การเดินเรือทางน้ำการเดินเรือในครั้งนี้ก็จะเป็นการเดินเรือขระเรือครั้งใหญ่เลยที่จะมีผู้ติดตามมากมายรวมไปถึงสมเด็จพระนางเรือล่มพระราชธิดาแล้วก็ลูกน้อยอายุ5เดือนที่อยู่ครรภ์ด้วย

นอกจากนี้เรือที่ถูกรากจะเรียกว่าเป็นเรือรากจูงก็จะรากไปเป็นขบวนเลยเรือในแต่ละลำก็จะมีราชวังมีคนนั่งมาเหมือนกับเวลามีขบวนเสด็จเป็นรถในปัจจุบันนี้แหละจากนั้นเรือของพระนางเรือล่มก็จะมีความพิเศษหน่อยในเรือนั้นก้จะมีพระธิดาองค์น้อยประทับอยู่ด้วย

เนื่องจากนี้เชือกของเรือรากจูงจึงถูกทให้มีความยาวมากขึ้นเป็นพิเศษ

เพื่อปกกันไม่ให้ควัดดำหรือว่าเศษอะไรก็ตามที่ลอยออกมาจากเรือลอยไปโดนพระธิดาก็ถือว่าเป้นเรืองที่ดีถ้าหากว่าไม่เกิดเรื่องราวเล่านี้เสียก่อนในระหว่างที่เรือกำลังแล่นไปก็ได้เกิดเหตุการณ์การแข่งกันไปมาของเรือด้วยหลายสาเหตุด้วยกันอย่างเช่นเรือบางลำอยากจะแล่นไปให้พระองค์ได้ชมวัดริมน้ำแถวนั้นอีกลำก็ตามไม่ทันก็เร่งเครื่องอีกลำก็ใกล้ฝั่งเกินไปเรือก็ต้องรีบหักออกมา

ซึ่งมันก็เลยเกิดมาเป็นคลื่นมาตีเรือเข้าแต่แทนที่นายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเรือล่มจะเบาลงไม่เลยบางทีได้บอกว่านายท้ายเรือเมาเหล้าขาดสติก็เลยเร่งเรือให้ไปต่อเลยกระตุกเรือรากจูงเอียงไม่เป็นท่าสุดท้ายเรือก็ไปชนกับอีกลำหนึ่งมันก็เลยทำให้เรื่องของพระนางเรือล่มนั้นล่มจมน้ำลงไปเลยในขณะนั้นเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms 

          พิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms   หรือที่ชาวอังกฤษรู้จักกันดีในนามของพิพิธภัณฑ์สงคราม นั่นเอง  สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยกระทรวงอวกาศยานโดยการสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ 1936 ซึ่งสาเหตุสำคัญในการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ประเทศอังกฤษกำลังมีการทำสงครามดังนั้นที่นี่จึงเป็นเหมือนกับกองบัญชาการของทางทหารซึ่งจะมีทหารอากาศคอยทำงานอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้เนื่องจากว่าจะต้องมีการสื่อสารกันระหว่างสู้รบซึ่งที่นี่จึงเป็นห้องสื่อสารที่มีวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสารเป็นจำนวนมาก

 

       อย่างไรก็ตามด้วยสงครามที่อังกฤษนั้นมีการทำอย่างยืดเยื้อทำให้ที่นี่นั้นถูกแต่งตั้งเป็นกองบัญชาการในการลบหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งในขณะนั้นมีนาย Winston churchill เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ได้มาเห็นอาคารแห่งนี้ก็รู้สึกชอบเพราะว่ามีห้องต่างๆมากมายและห้องที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็ยังแข็งแรงทนทาน พิพิธภัณฑ์  Churchill War Rooms  และสามารถใช้ในเรื่องของการสื่อสารการติดต่อมีอุปกรณ์การสู้รบเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดดังนั้นจึงมีการกำหนดว่าที่นี่จะต้องเป็นกองบัญชาการในการรบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งในที่สุดประเทศอังกฤษก็มีการรบชนะโดยเหตุการณ์สู้รบในครั้งนั้นประเทศอังกฤษได้มีการสู้รบกับประเทศเยอรมนีซึ่งก็คือเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเอง 

         ให้หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอีกดังนั้นทางรัฐบาลอังกฤษจึงเห็นถึงความสำคัญเนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศอังกฤษนั้นสามารถรบชนะในสงครามโลกได้ดังนั้นจึงจัดสถานที่แห่งนี้ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงให้คนอังกฤษได้เห็นถึงประวัติความเป็นมาและประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าทหารนั้นต้องสู้รบด้วยความเหนื่อยยากเพียงไรก่อนที่จะสามารถชนะสงครามได้

            สำหรับด้านในพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีการนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของรัฐมนตรีคนดังซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่บัญชาการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากนี้อุปกรณ์ที่เคยมีการใช้งานจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกนำมาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เช่นเดียวกัน

          อย่างไรก็ตามหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการเก็บรวบรวมอุปกรณ์ต่างๆที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เก็บไว้ในสถานที่แห่งนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมได้แต่เนื่องจากว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้นเรียกร้องอยากจะเข้าไปเห็นด้านในว่าภายในChurchill War Rooms นั้นมีลักษณะเป็นแบบไหนในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้กับประชาชนได้เข้าไปเยี่ยมชมได้ตามความต้องการของประชาชนนั่นเอง

         อย่างไรก็ตามภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นได้ว่าช่วงสงครามโลกภายในห้องนี้ได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างเช่นมีห้องวิทยุสื่อสารและมีห้องวางแผนห้องบัญชาการรบต่างๆเป็นต้นนอกจากนี้ยังมีห้องนอนสำหรับวีรบุรุษของคนอังกฤษที่ทำให้ประชาชนอยากจะเข้าไปชมและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารกันในช่วงสงครามนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของสะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ที่จังหวัดกาญจนบุรี

      เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรจะศึกษาและรู้เอาไว้สำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่  สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ซึ่งแม่น้ำดังกล่าวนั้นก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง ด้วยการสร้างสะพานในครั้งนั้นได้มีเรื่องราวเล่าขานเป็นที่โจษจันและเป็นที่น่าสนใจของผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนมาถึงในสมัยของยุคปัจจุบันนี้ข้อมูลหรือประวัติเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง

ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นยังคงมีการพูดถึงอยู่และยังคงมีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ได้เดินทางไปท่องเที่ยวเพราะอยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศของประวัติศาสตร์ที่มีการสร้างมาอย่างยาวนานนั่นเอง

        สำหรับเรื่องราวที่มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้ทางประวัติศาสตร์มีการระบุเอาไว้ว่ากลัวการ สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว จะสามารถสร้างแล้วเสร็จได้นั้นใช้ระยะเวลายาวนานเป็นอย่างมากและก็ต้องมีผู้คนเสียเลือดเสียเนื้อจากการสร้างสะพานแห่งนี้ไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันโดยมีการระบุว่านับตั้งแต่มีข่าวคราวออกมาว่าจะมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อให้คนไทยและคนลาวสามารถเดินทางไปมาหากันได้ก็เริ่มมีอาถรรพ์เกิดขึ้นโดยครั้งแรกนั้นก็มีคนไปผูกคอตายซึ่งจุดที่คนผูกคอตายนั้นไปผูกคอตายตรงบริเวณริมแม่น้ำโขงทำให้เสียงเล่าลือถึงอาถรรพ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการสร้างสะพานนั้นมีการรือกันไปแพร่สะพัด

      นอกจากนี้เมื่อเริ่มมีการก่อสร้างก็เริ่มมีปัญหาในเขตก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างออฟฟิศปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของคนงานที่มีการฝันถึงว่าพญานาคมาขอร้องให้งดการก่อสร้างชั่วคราวไปก่อนเพื่อเสร็จงานบุญแล้วค่อยมีการก่อสร้างและเมื่อไม่มีการเชื่อยังคงต้องการให้มีการก่อสร้างออกไปก็ทำให้เกิดอาเพศมีผู้คนงานล้มตายเป็นจำนวนมากนั่นเอง

       อย่างไรก็ตามอาถรรพ์ดังกล่าวนั้นยังไม่จบสิ้นเสียทีเดียวเพราะระหว่างที่มีการก่อสร้างก็มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเจาะเสาเข็มตรงบริเวณกลางแม่น้ำมีการดำน้ำลงไปเพื่อดูสาเหตุของการล่าช้าในการเจาะเสาเข็มและมีการรื้อกันด้วยว่าเมื่อดำน้ำลงไปแล้วเจอตาสีแดงขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้น้ำซึ่งคนที่ดำน้ำลงไปชื่อว่านั่นคือดวงตาของเราพญานาคที่ไม่พอใจนั่นเอง

           แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายหลายที่สุดเเล้วสะพานแห่งนี้ก็สามารถสร้างแล้วเสร็จได้เกิดเป็นสะพานมิตรภาพขึ้นมาระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวนั่นเอง และปัจจุบันนี้สะพานแห่งนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

 

สนับสนุนโดย  sa gaming สมัครยังไง

ประวัติของพระอภัยมณี 

           ประวัติของพระอภัยมณี   ที่กรุงรัตนาซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นท้าวสุทัศน์และมีพระมเหสีที่ชื่อว่าพระนางปทุมเกสรเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ทั้งสองพระองค์นั้นมีลูกด้วยกัน 2 คนนั่นก็คือพระอภัยมณีซึ่งเป็นลูกคนโตและพระศรีสุวรรณซึ่งเป็นลูกคนเล็กโดยพระอภัยมณีนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบเรียนศิลปวิทยาชื่นชอบการฟังเพลงการเป่าปี่พระองค์จึงเลือกเรียนวิชาเป่าปี่ไม่ชอบรบราฆ่าฟัน

            ซึ่งนี้เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องของกระบี่กระบองเลยในทางตรงกันข้ามกันกับน้องชายที่เป็นพระศรีสุวรรณนั้นเองชื่นชอบการเรียนวิชากระบี่กระบองและเมื่อทั้งสองพระองค์เรียนจบเดินทางกลับไปยังเมืองรัตนาเมื่อท้าวสุทัศน์รู้เรื่องว่าลูกชายนั้นไม่ได้เรียนวิชาในการปกครองประเทศมาก็ทำให้โกรธมากจึงไล่ทั้งสองคนออกจากเมืองรัตนา

           ซึ่งทั้งสองพระองค์นั้นก็ได้มีการเดินทางออกมาพร้อมกันโดยนั่งเรือสำเภาล่องออกมาตามชายฝั่งของทะเล  ประวัติของพระอภัยมณี  ซึ่งพระอภัยมณีนั้นมักจะชอบเป่าปี่เพื่อชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ขนาดล่องเรืออยู่ในทะเลแต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือเสียงปี่ของพระอภัยมณีนั้นจะสามารถสะกดให้คนนั้นหลับใหลได้โดยมีอยู่วันนึงนั้นขณะที่มีการล่องเรือไปในทะเลกันนั้นก็เป็นมณีก็อารมณ์ดีได้หยิบปี่ขึ้นมาเป่าเป็นเพลง  หลังจากนั้นทุกคนบนเรือก็หลับกันหมด น้องชายนั่นก็คือท้าวศรีสุวรรณด้วย

          และในจังหวะนั้นเองนางเงือกที่กำลังออกจากสัตว์น้ำกินได้ยินเสียงปี่ของพระอภัยมณีก็รู้สึกเริ่มครึ้มจึงมาแอบดูว่าใครเป่าปี่แล้วเมื่อเห็นหน้าพระอภัยมณีก็เกิดตกหลุมรักจึงได้มีการลักพาตัวพระอภัยมณีไปไว้ในถ้ำของตนเองหลังจากนั้นก็แปลงกายเป็นสาวงามและพระอภัยมณีก็อยู่กินกับนางยักษ์แปลงกายเป็นสาวงามจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นก็เริ่มรู้ว่าสาวงามนั้นเป็นนักจึงต้องการหลบหนี

         โดยการหลบหนีในครั้งนั้นได้รับความช่วยเหลือจากนางเงือกหนีไปบนเกาะซึ่งมีพระฤๅษีอาศัยอยู่และพระอภัยมณีก็ได้นางเงือกเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นพระอภัยมณีก็เดินทางออกจากเกาะของพระฤาษี จะกลับไปที่เมืองของตนเองแต่ระหว่างนั้นก็ไปเจอกับสาวงามอีกหลายคน

            ซึ่งไม่ว่าพระอภัยมณีจะไปเจอกับใครก็ได้สาวงามนั้นมาครอบครองอย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายนั้นพระอภัยมณีได้ตัดสินใจที่จะอยู่อย่างสงบโดยไม่มีสาวมารบกวนจึงได้มีการออกบวชเป็น ฤาษี ชีวิตอยู่ภายใน เกาะลังกานั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  gclub

หลวงพ่อร่วง ที่ได้ถูกอัญเชิญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่3

เราขอพูดเกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ได้ถูกค้นพบในบ้านของเรานี้เอง  หลวงพ่อร่วง  กล่าวก็คือหลังจากที่องค์พระท่านได้ตากแดดตากฝนมานานอยู่ที่วัดไตรมิตรแล้วกูถูกเซาะปูนออกแล้วเขาคิดที่จะย้ายองค์พระออกไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมแต่ปัญหามันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งคือจะขนย้ายองค์พระท่านออกไปยังไงดีเพราะท่านได้ทำมาจากทองทำเอาสายสลิงขาดไปรอบหนึ่งแล้ว

ซึ่งในคราวที่แล้วโชคดีหน่อยที่พระพุทธรูปเป็นปูนตกถึงพื้นก็แตกเบาๆแต่คราวนี้ได้เป็นทองทั้งองค์เลยถ้าตกถึงพื้นไปไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไงเลยเรื่องนี้ทำเอาคนงานถึงกับนั่งกุมใจกันเลยและเพื่อนสงสัยกันหรือไม่ว่าในสมัยก่อนเขาใช้อะไรขนองค์พระกันขนาดสลิงในยุคปัจจุบันยังรับน้ำหนักไม่ไว้เลยเรื่องนี้มันได้มีคำตอบ

โดยถือว่าได้เป็นการค้นพบที่ซ้อนการค้นพบอีกทีหนึ่งคือหลังจากที่ได้เซาะปูนออกเป็นพระทองคำแล้วเขาก็ได้มีการสำรวจองค์พระต่อและก็ได้กุญแจที่อยู่ฐานของพระพุทธรูปและกุญแจนี้มันก็จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถปลดล็อคองค์พระออกมาได้เป็นส่วนๆนั่นเองและสามารถแยกออกได้ถึง9ส่วนเลยทีเดียวพอเจอก็ร้องเฮกันเพราะว่าเขาสามารถแยกองค์พระเป็นส่วนๆแล้วก็เอาขึ้นไปประกอบด้านบนได้นั่นเอง

ดังนั้นหลังจากที่ได้ค้นพบพระทองคำในกรุงเทพข่าวก็ได้แพร่กระจายออกไปจึงได้ทำให้ในเวลานั้นได้มีวัดน้อยใหญ่ก็อยากจะเห็นพระพุทธรูปกันบ้างแล้วว่ามันจะมีอะไรฝั่งอยู่ในนั่นหรือเปล่าปรากฏว่าก็ได้พบอยู่หลายที่ด้วยกันอย่างเช่น วัดพนัญเชิง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขาก็ได้พบองค์พระที่ได้ซ้อนอยู่ถึง2องค์เลย

หลวงพ่อร่วง ซึ่งองค์1ได้เป็นทองและองค์1เป็นนาคก็มีอายุแก่เก่าตั้งแต่สุโขทัยเช่นกันหรืออย่างเช่นที่วัดมหันธารามกรุงเทพที่องค์พระท่านได้ปิดทองกันอน่างหนาชาวบ้านก็เรียกร้องให้พระสำรวจองค์พระที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อร่วงดูหน่อยที่ได้ถูกอัญเชิญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่3เหมือนกัน

เมื่อชาวบ้านได้รบเล้าไปรบเล้ามาพระท่านก็บอกได้เดี๋ยวเรามาเปิดดูกันเลยก็ได้เอาทองที่ปิดอยู่ออกแล้วก็พบว่าเนื้อทองที่ถูกซ้อนอยู่ข้างใต้นั้นมีทองอยู่เต็มเลยพอเขาได้มาสำรวจก็ปรากฏว่าองค์พระท่านมีทองคำถึง60%เลยทีเดียวแล้วองค์พระเองก็ยังมีรอยต่อที่ได้ถูกยึดเอาไว้ที่มันสามารถแยกเป็นส่วนๆเช่นเดียวกับพระทองคำที่อยู่ที่วัดไตรมิตรเลย

 

สนับสนุนโดย  gclub สล็อตฟรี

กำเนิดแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ

              หากพูดถึงเรื่องของตำนานทุกประเทศย่อมมีตำนานเล่าขาน ความเป็นมาของประเทศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือประเทศอื่นต่างก็มีตำนานเล่าเรื่องเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานเกี่ยวกับประเทศ ประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศใดในโบกนี้เลย นั่นก็คือประเทศอียิปต์นั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันประเทศอียิปต์ถึงจะเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย แต่ก็มีความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก หลายคนเคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอียิปต์กันมาแล้ว โดยไปดูซากอารยธรรมโบราณ อย่างเช่น สุสานของฟาโรห์ หรือแม้แต่พีระมิดซึ่งเป็นที่เก็บสุสาน และแหล่งทอ่งเที่ยวปัจจุบันของอียิปต์ก็ยังคงมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายที่ที่น่าสนใจไปเยี่ยมชม อย่างเช่น การล่องเรือกลางแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนอียิปต์เลยก็ว่าได้ 

  สำหรับต้นกำเนิดของอียิปต์นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งการเกิดนั้นมีต้นกำเนิดมามากกว่า 2000 ปีมาแล้วโดยต้นกำเนิดของอียิปต์โบราณนั้นเกิดขึ้นมาจากราชาแมงป่อง ซึ่ง พระองค์เป็นผู้ปกครองนครทิตซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งแม่น้ำไนล์ พระองค์นั้นชอบล่าอาณานิคมได้มีการทำสงครามกับหลายเมือง

และพระองค์ยังได้ตั้งตนเป็นราชาของอียิปต์ตอนบน ซึ่งราชาแมงป่องนั้นต้องการที่จะร่วมอียิปต์ไม่ว่าจะเป็นทั้งตอนบนตอนกลางและตอนใต้ไว้ด้วยกันทั้งหมดแต่พระองค์ยังไม่สามารถทำได้ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนซึ่งต่อมาก็มีลูกชายของพระองค์นั้น

ได้เป็นผู้สานต่อความตั้งใจของราชา แมงป่องโดยได้มีการเคลื่อนทัพไปต่อสู้กับเมืองอียิปต์ทางใต้ ซึ่งพระองค์ก็ดำได้สำเร็จลงได้เป็นผู้ที่รวบรวมอียิปต์ทางตอนเหนือตอนใต้และต่างๆเข้าด้วยกันได้สำเร็จและมีการแต่งตั้งให้พระองค์นั้นเป็นฟาโรห์องค์แรกของประเทศ อียิปต์นั่นเองซึ่งนามของพระองค์นั้นชื่อว่าฟาโรห์เมเนส ซึ่งมีการตั้งเมืองหลวงชื่อว่าเมืองหลวงเมมฟิสอารมณ์ตั้งอยู่ทางตอนกลางของแม่น้ำไนล์ ชาวเมืองต่างให้ความเคารพนับถือฟาโรห์เมเนสกันเป็นอย่างมาก

โดยเชื่อว่าพระองค์นั้นเป็นร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาช่วยกันปกครองโลกมนุษย์ ซึ่งนับตั้งแต่พระองค์ได้มีการขึ้นของราชก็ดูแลราษฎรด้วยดีเสมอมาทำให้หน้าตั้งนานนานเป็นต้นมาอียิปต์จึงมีฟาโรห์ปกครองต่อเนื่องยาวนานมาอีกหลายพระองค์ซึ่งแต่ละพระองค์นั้นก็เป็นที่รักของชาวเมืองอียิปต์เป็นอย่างมากนั่นเอง

ซึ่งเราจะเห็นได้จากซากอารยธรรมต่างๆที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า สุสานของฟาโรห์ซึ่งมีนักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟาโรห์หลายต่อหลายพระองค์เลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

ประวัติพระพุทธเจ้าตอนออกผนวช

        สำหรับช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะนั้นหนีไปออกบวชเชื่อว่าหลายคนคงเคยศึกษาจากหนังสือเรียนกันมาบ้างแล้ววันนี้เราจะมาท้าวความถึงเรื่องราวดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้บางคนที่อาจจะยังไม่เคยเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้านั้นได้รู้ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้านั้นจึงได้ออกผนวชมาเป็นพระศาสดาเอกของโลกอยู่ในขณะนี้

      อย่างที่เราทราบกันดีว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ออกบวชนั้นพระองค์คือเจ้าชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งชีวิตนั้นมีแต่ความสุขสบายพระองค์ไม่เคยรู้เลยว่าในโลกนี้มีความยากลำบากอยู่เพราะมองไปทางไหนก็เอาก็จะเห็นแต่สิ่งที่สวยงามตลอดที่อยู่ก็มีปราสาท 3 ฤดูให้พักอยากจะไปพักในฤดูหนาวหรืออยากจะไปฤดูฝน

หรือจะไปฤดูร้อนพระองค์ก็เลือกพักได้ตามใจชอบมองไปทางไหนก็เห็นแต่นางกำนัลที่หน้าตาสะสวยงดงามแถมเมื่อโตเป็นหนุ่มมาก็ยังมีรูปมีภรรยาที่น่ารักอย่างไรก็ตามเมื่อพระองค์นั้นต้องเจอแต่สิ่งที่ดีสวยงามอยู่ตลอดเวลาและไม่เคยได้ทำอะไรเลย

ก็ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะนั้นเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ดังนั้นมีอยู่มาวันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะจึงได้ชวนพี่เลี้ยงคู่ใจของพระองค์ออกไปนั่งมาเล่นในสวนซึ่งแน่นอนว่าจากที่ไม่เคยออกมาด้านนอกเมื่อออกมาก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนไม่ว่าจะเห็นคนแก่หรือแม้แต่คนตายหรือแม้แต่ทารกแรกเกิดสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะไม่เคยรู้เลยว่าในโลกใบนี้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วย

ที่สำคัญเจ้าชายสิทธัตถะได้เห็นนักบวชซึ่งนักบวชในตอนนั้นเป็นผู้สวรรค์ที่แปลงกายมาให้เห็นเมื่อพระองค์เห็นสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเห็นและรู้ว่าอันที่จริงแล้วคนเราไม่ได้มีความสุขอยู่ตลอดเวลาและเมื่อโตขึ้นมาใช้ชีวิตได้สักพักก็จะแก่แล้วก็จะตายทำให้พระองค์เริ่มมองเห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้มากขึ้นดังนั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้วิเคราะห์ถึงความเป็นจริงแล้วว่ามันเหมือนกับเป็นวงเวียนวัฏจักรของชีวิตอย่างหนึ่ง

ซึ่งเมื่อเกิดมาก็โตเมื่อโตก็มีการเจ็บป่วยเมื่อเจ็บป่วยก็แก่แล้วก็ตายดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะจึงอยากหลุดพ้นบ่วงกรรมแบบนี้ไม่อยากที่จะวนเวียนว่ายตายเกิดเจอเกิดแก่เจ็บตายแบบนี้จึงได้คิดหาทางอยากจะหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาในครั้งนี้ดังนั้นสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้นั่นก็คือจะต้องออกบวชและแน่นอนว่าในท้ายที่สุดแล้วถึงแม้จะถูกคัดค้านจากทั้งพ่อและแม่สุดท้ายเจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถออกบวชได้สำเร็จ

โดยหนีออกจากพระราชวังแล้วไปบวชซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะอายุได้ 29 ปีซึ่งคนที่บวชให้กับเจ้าชายสิทธัตถะนั้นก็คือตัวของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเองโดยพระองค์นั้นใช้มีดตัดเส้นผมออกแล้วเปลี่ยนชุดเป็นผ้า

ซึ่งถูกย้อมด้วยเปลือกไม้ทำให้สีสันไม่สวยงามหลังจากนั้นชุดเครื่องทรงที่เป็นชุดของพระมหากษัตริย์พระองค์ก็จะได้สั่งให้พี่เลี้ยงของพระองค์นั้นนำกลับไปเก็บไว้ที่พระราชวังนั่นเองและหลังจากนั้นเป็นต้นมาพระพุทธเจ้าก็ได้มีการออกไปแสวงบุญเพื่อหาทางหลุดพ้นแต่เพียงลำพัง

 

ขอขอบคุณ  gclub  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องราวของขุนน้ำนางนอน

มีเรื่องอยู่ว่ามีองค์หญิงองค์หนึ่งแต่งหญิงจากเมืองเหนือวันหนึ่งเธอได้เดินออกไปนอกพระราชวังเพื่อเที่ยวชมธรรมชาติเมื่อตอนค่ำๆคนสนิทของเธอได้เดินมาหาเธอและบอกให้เธอรีบกลับมาเมื่อผู้หญิงหันหลัง

เธอก็พบกับม้าสีฟ้าที่ดูสง่างามเธอจึงคิดที่จะอยากขี่ม้าและฉันจะเล่าความยาวที่ต้องการจะได้มาตัวนั้นมาขี่ให้กับหมาคนสนิทของเธอฟังว่าคนสนิทของเธอบอกว่าเธอจะช่วยทูลให้องค์ราชาหรือท่านพ่อขององค์หญิงเพื่อที่ผู้หญิงจะได้มากกว่านั้นมาขี่จะได้เรียนขี่ม้า

หลังจากนั้นก็มีหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินมาที่ม้าและลูบมันซึ่งบาปขององค์หญิงได้บอกว่าผู้ชายคนนั้นช่างหน้าตาหล่อเหลามีรูปโฉมที่งดงามเหลือเกินหลังจากนั้นผู้บ่าวที่อายุเยอะกว่าเพื่อนสนิทขององค์หญิงได้เดินมาและสั่งสอนเธอว่าไม่ควรที่จะสอนให้องค์หญิงสนใจเรื่องความรักในวัยนี้

รักเธอจึงพยายามที่จะไล่ชายคนนั้นออกไปจากตรงที่องค์หญิงอยู่เพื่อที่องค์หญิงจะได้ไม่มัวแต่จ้องมองเขาตลอดเวลา หลังจากนั้นเมื่อหลังจากไร่ชายคนนั้นเสร็จปากของเธอก็ชวนเธอกลับไปที่พระราชวังเธอจึงได้เดินกลับไปราชวังพร้อมกับบ่าย 2 คน

ที่เดินตามหลังคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ซึ่งหลังจากพี่กลับมาที่พระราชวังเธอได้พูดคุยกับเธอว่าเธอจริงจังมากกับการที่จะเรียนขี่ม้าในครั้งนี้เธอต้องการที่จะมีม้าตัวนั้นจริงๆของเธอรับปากว่าพรุ่งนี้บ่ายคุณเธอจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้

หลังจากนั้นถึงเช้าวันต่อมาบ่าวคนนั้นก็รีบออกมาจากพระราชวังก่อนก่อนที่องค์หญิงและทุกคนในวังจะตื่นหลังจากนั้นเธอก็เดินไปที่สวนเธอเจอกับชายหนุ่มคนนั้นหลังจากนั้นเธอก็เห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นกำลังดูแลม้าอยู่อย่างมีความสุขเธอตะโกนว่ามานี่ชายคนนั้นก็มองซ้ายมองขวาพยายามหาเจ้าของเสียงชายหนุ่มคนนั้นก็พบกับบ่าวหลังจากนั้น

ทั้งสองเดินเข้ามาหากันและบ่าวคนนั้นก็รีบพูดขึ้นมาทันทีว่าองค์หญิงของข้าต้องการที่จะขี่ม้าและถ้าต้องการให้เจ้าไปสอนขี่ม้าให้กับองค์หญิงของข้าหน่อยชายหนุ่มคนนั้นก็รีบพูดแทรกขึ้นมาว่าข้าไม่สามารถทำอย่างนั้นได้หลังจากนั้นบ่าวก็พูดแทรกขึ้นมาอีกว่ายังไง

เจ้าก็ต้องสอนองค์หญิงของข้าและต่อไปนี้จะต้องสอนองค์หญิงของข้าขี่ม้าทุกวันไม่ให้ขาด และหลังจากนนั้นเขาจึงจำใจที่จะสอนองค์หญิงและเมื่อเขาจะองค์หญิงเขาก็รู้สึกได้จริงๆว่าตกหลุมรักแรกพบและองค์หญิงก็ตกหลุมรักเขาเช่นเดียวกันผ่านไปเป็นเดือนเดือนสองก็ยังรักกันแต่ก็ยังไม่ได้บอกความรู้สึกไป

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็ตได้บอกความในใจไปและแอบหลับนอนด้วยกันจนองค์หญิงท้องหลังจากนั้นองค์หญิงจึงรีบไปหาชายคนนั้นตอนกลางดึกและบอกความจริงไปว่าเธอท้องให้คนนั้นตกใจและเธอพูดถึงว่าเธอจะหนีไปกับเขาเราไม่ต้องการที่จะทำแท้งและเธอไม่ต้องการที่จะทำให้พ่อของเธอทำร้ายของเธอ

หลังจากนั้นทั้งสองจึงหนีไปที่สยามทันทีโดยการขี่ม้าไปในป่าเพราะก็ว่าราชาจะจับได้ เมื่อราชารู้ราชาทรงโกรธมากจึงสั่งตามหาองค์หญิงทันที ซึ้งระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งพักทหารก็พบกับชายคนนั้นและเขาก็ถูกฆ่าและหลังจากนั้นเธอจึงฆ่าตัวตาายตามสามีไปและหลังจากนั้นเหลือดก็ไหลออกมากลายเป็นแม่นำ้ลำธารทุกวันนี้และร่างของเธอก็กลายเป็นดอยนางนอน

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

Page 1 of 2

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén