หมวดหมู่: ตำนาน Page 1 of 2

ตำนานเมืองลับแล

สำหรับเมืองลับแลหรือเมืองบังบดเป็นเมืองที่ถูกเล่าขานกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นเมืองที่ถูกซ่อนเร้นจากบุคคลภายนอกนั้นเองจะมีก็แต่คนชาวลับแลเท่านั้นที่จะสามารถเดินเข้าออกที่เมืองแห่งนี้ได้แต่ก็มีบางตำนานพูดถึงเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่ถูกปิดบังด้วยคาถาอาคมอย่างเช่นมนต์กำบัง

ซึ่งก็จะมีแต่ชาวเมืองลับแลเท่านั้นที่จะรู้จักวิธีการใช้คาถานี้หรือในบางตำนานก็จะพูดถึงอีกมิติหนึ่งเลยมันก็อาจจะมีบางเวลาที่มิติต่างๆเหล่านี้มาทับซ้อนกันทำให้เกิดเรื่องราวการพัดหลงเข้าไปในเมืองลับแลที่ได้อยู่อีกมิติหนึ่งแล้วได้กลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าต่างๆอีกมากมายนั่นเอง

ดังนั้นเรื่องราวของเมืองลับแลที่โด่งดังแล้วก็ถูกพูดถึงมากที่สุดนั้นก็คือเมืองลับแลที่อยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์นั่นเองถือว่าเป็นตำนานที่ได้ถูกเล่าขานกันมาอย่างปากต่อปากหลายชั่วอายุคนมากๆเลย

นอกจากนี้จะเป็นเขตต้องห้ามสำหรับการโกหกนั่นเอาโดยเราต้องขอบอกอย่างนี้ว่าตำนานเมืองลับแลมันไม่ได้มีเพียงแค่ที่เดียวต้องบอกเลยว่าแทบจะทุกที่ในประเทศไทยก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่เกี่ยวกับเมืองลับแลหรือประตูทางเข้าสู่เมืองลับแลที่ได้ซ้อนอยู่ด้วย

เนื่องจากนี้มีตัวอย่างเช่นที่จังหวัดราชบุรีก็จะมีบริเวณที่ได้เชื่อกันว่าเป็นทางเข้าหรือทางติดต่อกับชาวเมืองลับแลอยู่หลายแห่งด้วยกันเช่นเมืองลับแลแห่งเมืองเขาวังสะดึงนั่นเองก็จะมีตำนานพูดถึงการพบเห็นชาวเมืองลับแลที่จะออกมาอาบน้ำในสระน้ำด้านหน้าของเขาวังสะดึง

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกสระนี้ว่าสระพังนั่นเองหรือบางครั้งชาวเมืองลับแลก็จะลงมาจากเขาเพื่อที่จะมาจับจ่ายซื้อของซื้ออาหารอยู่บริเวณตลาดนัดเชิงเขาในช่วงฤดูกาลน้ำหลากนั่นเองหรืออีกสถานที่ก็คือเมืองลับแลที่เขางูนั่นเองก็จะมีเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยก่อน

เมื่อคนในชุมชนจะทำบุญส่วนใหญ่ก็มักจะอธิฐานขอยืมข้าวของต่างๆจากชาวลับแล หากอธิษฐานเสร็จแล้วก็จะมีถ้วยชามมาจัดวางเอาไว้ตามที่ขอนั่นเองในเวลาต่อมาได้มีชาวบ้านบางกลุ่มไปขอยืมถ้วยชามแต่ก็ไม่นำเอากลับไปคืนจึงทำให้ชาวเมืองงลับแลไม่ให้ยืมของอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นแล้วหรืออาจจะเป็นเมืองลับแลที่เขากลางตลาดจอมบึงที่วัดดีคืนดีชาวบ้านก็จะยินเสียงมโหรีดังออกมาจากภายในถ้ำและอันนี้ก็เป็นแค่เพียงบางส่วนของสถานที่ที่เชื่อว่าสามารถไปที่เมืองลับแลหรือติดต่อกับชาวลับแลได้ในจังหวัดราชบุรีนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    ufabet เว็บแม่

ตำนานอินกับจันฝาแฝดตัวติดกัน

เมื่อทั้งสองคนแฝดคู่ตัวติดกันที่มีชื่อว่าอินกับจันที่ได้มีชายชาวอังกฤษขอครอบครัวพาแฝดทั้งคู่ไปโชว์ตัวที่ชาติตะวันตกที่สหรัฐอเมริกาและกว่าจะถึงอเมริกาสองแฝดคู่นี้ก็ได้ใช้เวลาถึง138วันเลยทีเดียวที่อยู่บนเรือหลัจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำการโชว์ตัวและก็ตะลอนท่องเที่ยวทั้งอเมริกายุโรปเลยทีเดียว

โดยสัญญาที่ทั้งคู่ได้ทำเอาไว้กับพ่อค้าคนนี้เขาจะแสดงร่วมกับคณะละครสัตว์นี้จนกระทั่งเขานั้นมีอายุถึง20ปีเมื่อได้ไปออกแสดงทั้งคู่ก็ได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมาก

นอกจากจะมีร่างกายที่แปลกแล้วอินจันยังมีความสามารถในการเล่นกายกรรมขี่ม้าเล่นหมากลุกเป็นนักดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีได้อีกหลากหลายเลยไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตามไปๆมาๆก็เป็นเหมือนตัวชูโรงของคณะละครสัตว์เลยที่ได้นำเงินมาให้อย่างมากมาย

เนื่องจากนี้ทั่งคู่ก็จะได้รับค่าส่วนแบ่งจะค่าเข้าชมนั้นแต่มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เขานั้นถูกพวกพ่อค้าพวกนี้เอาเปรียบแต่ก็ไม่เป็นไรค่อยๆเก็บออมเอาไว้

จนกระทั่งชีวิตของเขานั้นที่ได้ถูกใช้งานอย่างทาสจนกลายเป็นผู้ที่มีทาสเป็นของตัวเองพ่อของอินแล้วก็จันได้เสียชีวิตลงตั้งแต่สองแฝดยังเด็กมันก็เลยต้องทำให้ภาระการเลี้ยงดูทั้งหมดต้องตกอยู่ที่คุณแม่

ซึ่งในระยะเวลาต่อมาเธอก็ได้ยื่นขอเสนอให้กับฝรั่งที่จะเช่าลูกของเธอด้วยเงิน500ดอลลาร์ในเวลานั้นก็ต้องยอมรับว่ามันก็เหมือนกับการขายลูกของตัวเองนั่นแหละแต่สิ่งที่แม่ทำมันก็ถูกต้องอย่างเหลือเชื่อเพราะหลังจากที่ทั้งคู้จะต้องมาทำงานอย่างหนักอยู่ในคณะนครสัตว์จนแม้กระทั่งหมดสัญญา

โดยทั้งคู่นั้นเขาก็ได้หันมาเปิดการแสดงเป็นของตัวเองเสียเลยแล้วก็ยังหาเงินได้อีกเยอะด้วยเป็นเวลากว่า10ปีหลังจากที่แฝดอินจันได้ออกไปทำการแสดงทั่วอเมริกาแล้วก็ในหลายๆประเทศในยุโรปทั้งคู่ก็เริ่มที่จะปักหลักฐานอยู่ที่อเมริกาแล้วและด้วยความที่ว่าทั้งคู่นั้นไม่ได้มีผิวเข้มมันก็เป็นความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเพราะว่าชาวอเมริกาจะไม่มองว่าเป็นทาสพวกเขาก็เลยสามารถซื้อบ้านซื้อนาแล้วก็มีทาสเป็นของตัวเองได้

นอกจากนี้อย่างไรก็ตามเขาก็ยังต้องปรับตัวอยู่ดีกับสังคมอเมริกาที่คนสมัยนั้นค่อนข้างที่จะเหยียบชนชาติอยู่เหมือนกันทั้งนี้ทั้งสองแฝดยังหลงรักสาวคนเดียวกันแต่ฝ่ายทางผู้เป็นพ่อนั้นเขาไม่ให้แต่งเพราะอะไรไม่ทราบเหมือนกันและด้วยที่ทั้งสองนั้นไม่ได้มีสีผิวเข้มก็เลยทำให้เขานั้นไม่ค่อยมีความยากลำบากในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ประวัติตุ๊กตาคิคุโกะ

           ตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเป็นตุ๊กตาที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและปัจจุบันนี้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่และยังอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกนำไปไว้ที่วัดมันเนน  โดยเรื่องราวของตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดฮอกไกโดโดยอยู่ที่หมู่บ้าน คุริซาว่า  ซึ่งต้นกำเนิดของตุ๊กตาคิคุโกะนั้น เกิดมาจากสามีภรรยาคู่หนึ่งเขาทั้งคู่นั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง

ซึ่งอยู่ในวัยกำลังน่ารักเขาทั้งคู่ได้มีการซื้อตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวหนึ่งให้กับลูกสาวเอาไว้เล่นซึ่งลูกสาวของเขานั้นรักตุ๊กตาตัวนี้มากได้มีการตั้งชื่อตุ๊กตาตัวนี้เอาไว้ว่าตุ๊กตาคิคุโกะ โดยเด็กหญิงนั้นมักจะเล่นกับตุ๊กตาตัวนี้ทุกวันซึ่งจะเล่นเหมือนกันเป็นพี่เป็นน้องกันโดยเธอจะต้องมีการป้อนข้าวให้ตุ๊กตาอาบน้ำให้ตุ๊กตาอีกทั้งยังนำตุ๊กตามานอนกอดทุกคืนอีกด้วย

เด็กหญิงรักตุ๊กตาตัวนี้มากซึ่งหลังจากที่ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาไม่นานเด็กหญิงซึ่งมีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็เกิดเสียชีวิตลงพ่อแม่ของเด็กหญิงนั้นด้วยความรักลูกสาวเมื่อนำร่างของลูกสาวไปทำพิธีฝังศพที่วัดมันเนน แล้วจึงได้นำตุ๊กตาที่ลูกสาวรักไปวางไว้ตรงบริเวณหลุมศพของลูกสาวด้วยแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาและเป็นสิ่งที่อัศจรรย์จนถูกนำมาเล่าลือกันว่าตุ๊กตาตัว

ดังกล่าวนั้นเป็นตุ๊กตาผีสิงก็เพราะว่าหลังจากที่พ่อแม่ของเด็กหญิงนำตุ๊กตาไปวางไว้ที่หลุมฝังศพของลูกสาวของตนเองแล้วเมื่อเวลาผ่านไปผมของตุ๊กตากับยาวขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่ายาวได้อย่างไร และถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วแต่ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงวางไว้ที่หลุมฝังศพและผมก็ยังยาวขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดชาวบ้านและพระในวัดดังกล่าวต่างก็พากันทำพิธีให้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวโดยจะยึดถือเอาวันที่ 21 ของทุกปีในเดือนมีนาคมทำพิธีตัดผมให้กับตุ๊กตารวมถึงเมื่อตัดผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็จะมีการแต่งตัวให้กับ ตุ๊กตาคิคุโกะใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการเปลี่ยนชุดกิโมโนให้ใหม่ในทุกๆปีดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของตุ๊กตาคิคุโกะ จึงมีการเราขานกันไปทั่วโดยมองว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นคือตุ๊กตาผีสิงซึ่งวิญญาณของเด็กน้อยนั้นได้อาศัยอยู่ในร่างของตุ๊กตานั่นเองปัจจุบันนี้ถ้าหากใครอยากจะเห็นตุ๊กตาโดยดังกล่าวก็ยังสามารถที่จะเดินทางไปชมได้ที่หมู่บ้านคุริซาว่า โดยอยู่ในวัด ม้นเนน เหมือนเดิม และยังไปร่วมกิจกรรมพิธีการตัดผมให้กับตุ๊กตาได้ด้วยนะคะ

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

นิทานปรัมปราของไทยเกี่ยวกับตำนานความเชื่อเรื่องของพญานาค

       ที่จังหวัดหนองคายอำเภอโพนพิสัยได้มีนิทานปรัมปราเกี่ยวกับพญานาคเล่าสู่ลูกหลานให้ฟังจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งคนในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเรื่องเล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงกับหญิงสาวคนหนึ่ง

     โดยเรื่องราวนั้นมีการเล่าขานถึงเมืองโพนพิสัยว่าในสมัยก่อนนั้นเมื่อพระพิศาลนั้นนับได้ว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงซึ่งทุกปีในช่วงเวลาหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงจะลดลงและจะมีสันทรายขึ้นมากลางแม่น้ำและบริเวณสันทรายนั้นเองก็จะมีน้ำผุดขึ้นมาซึ่งน้ำนี้ชาวบ้านจะพากันมาตัดเพื่อไปใช้ดื่มกินกัน

        อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งได้หาบกระป๋องน้ำมาตรงบริเวณสันทรายดังกล่าว เพื่อมาตักน้ำไปไว้กิน แต่ปรากฎว่าเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าวลงมาที่สันทรายนั้นแล้ว ก็ไม่กลับขึ้นไปอีกเลย ทางด้านญาติพี่น้องของเธอรวมถึงพ่อแม่ และชาวบ้านต่างก็พากันออกตามหาตัวเธอกันอยู่นานหลายวัน 

          จนในที่สุด เมื่อเห็นว่าผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่ได้ข่าวคราวของเธอ พ่อกับแม่จึงคิดว่า เธอน่าจะตายไปแล้ว จึงได้ช่วยกันจัดงานศพให้กับเธอ แต่ระหว่างที่มีการจัดงานกันอยู่นั้น ปรากฏว่าเธอก็เดินกลับเข้ามาที่บ้าน เมื่อชาวบ้านและพ่อแม่ของเธอเห็นว่าเธอเดินมาที่บ้านต่างก็พากันหวาดกลัว เพราะคิดว่าวิญญาณของเธอกลับมาบ้านนั่นเอง

         จนเมื่อเธอยืนยันได้ว่าตัวเองนั้นยังเป็นคน ยังไม่ตาย ทุกคนต่างจึงมารวมกันกันฟังถึงสาเหตุของการหายตัวไปของเธอ ซึ่งเธอได้เล่าว่า หลังจากที่ลงไปตักน้ำ ขณะนั้นปรากฏว่าเธอมองเห็นสัตว์ตัวหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับหมู มันใช้ขาหน้ากวักเรียกเธอ ด้วยความประหลาดใจ เธอจึงได้เดินเข้าไปหามัน และมันก็บอกให้เธอหลับตา มันจะพาเธอไปเที่ยว

       และเมื่อเธอหลับตาและตื่นขึ้นมา เธอก็ลงไปอยู่ที่เมืองใต้บาดาลแล้ว ซึ่งหมูตัวดังกล่าวได้กลายร่างเป็นคน และพาเธอเดินชมทั่วเมืองบาดาล  ซึ่งที่เธอเข้าใจว่าที่นั่นเป็นเมืองบาดาลเพราะว่าเมื่อเธอมองไปบนท้องฟ้า ปรากฏว่าด้านบนนั้นมีสีขุ่นเหมือนสีน้ำโคลน  และคนในเมืองจะมีการแต่งกายเหมือนกันคือ ใส่ชุดสีแดง และมีผ้าโพกหัวสีแดง ซึ่งมีการทำเป็นหงอนเหมือนกับหัวของพญานาค อีกทั้งยังมีคนทักว่าทำไมพามนุษย์ลงมา 

     ชายคนที่พาเธอลงมาเล่าให้ฟังว่า พื้นที่ที่เธอไปนั้นเป็นแค่เมืองหน้าด่านเท่าน้น ส่วนเมืองหลวงของพญานาคยังงอยู่อีกไกล และคนที่นี่จะบำเพ็ญเพียรภาวนากันเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงวันเข้าพรรษาของมนุษย์ และเมื่อเธอเดินเที่ยวเสร็จ ชายคนดังกล่าวก็พาเธอกลับมาส่งตรงที่ตักน้ำและเธอก็เดินกลับมาบ้านนั่นเอง 

    อย่างไรก็ตามหญิงสาวคนดังกล่าวกลับมาอยู่กับครอบครัวของตัวเองได้แค่อาทิตย์เดียวก็เป็นไข้ตาย  ซึ่งเรื่องนี้กลายมาเป็นเรื่องราวของชาวเมืองโพนพิสัย มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า sa

ตำนานแร้งวัดสระเกศ

          เชื่อว่าวัยรุ่นในสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยได้ยินเกี่ยวกับตำนานแร้งวัดสระเกศแล้วเนื่องจากว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่จริงๆแล้วตำนานนี้เคยเกิดขึ้นอยู่จริงและเป็นเรื่องราวที่น่ากลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

              โดยตำนานมีอยู่ว่า ในสมัยอดีตนั้นในพื้นที่วัดสระเกศหรือที่เรารู้จักกันดีในสมัยนี้ว่าวัดภูเขาทอง โดยในอดีตนั้นที่นี่เคยเป็นศูนย์รวมของแร้งนับพันตัวเลยทีเดียว สาเหตุที่มีแร้งมากเลยขนาดนั้นก็เพราะว่าในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 นั้นมีโรคระบาดเกิดขึ้นซึ่งโรคดังกล่าวนั้นก็คือโรคห่าหรือโรคอหิวาตกโรคนั่นเองซึ่งโลกชนิดนี้เป็นโรคติดต่อเมื่อมีคนเป็นแล้วก็จะมีการเป็นติดต่อกันเรื่อยๆจึงทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

                 สำหรับสาเหตุของการระบาดอย่างหนักของคนในสมัยโบราณนั้นก็เพราะว่าชีวิตมีการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองในการดื่มกินดังนั้นเมื่อคนเป็นโรคห่าได้มีการใช้น้ำในแม่น้ำก็จะมีการปล่อยเชื้อหาลงในแม่น้ำและใครก็ตามที่กินน้ำที่มีเชื้อหาก็จะติดไปด้วยทำให้แทบทุกพื้นที่นั้นมีคนเป็นโรคห่าและพากันล้มตายอย่างมากเลยทีเดียวที่สำคัญทางการแพทย์นั้นยังไม่เก่งกาจเท่าในสมัยปัจจุบันทำให้การรักษานั้นเป็นไปได้ 

และแน่นอนว่าเมื่อมีคนตายเป็นจำนวนมากก็จะมีการนำศพไปไว้ที่วัดซึ่งเป็นจำนวนมากถูกนำไปวางไว้ที่วัดสระเกศเพื่อรอการกำจัดศพ สำหรับวิธีการกำจัดศพของคนในสมัยโบราณนั้นจะใช้วิธีการให้แร้งกินศพเนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้นไม่อนุญาตให้มีการเผาศพในเมืองจะต้องมีการนำศพออกไปเผานอกเมืองซึ่งตรงบริเวณที่อยู่ของวัดสระเกศหรือวัดภูเขาทอง

                ในปัจจุบันนี้เป็นจุดที่ใกล้กับประตูทางออกไปนอกเมืองพอดีทำให้ผู้คนต่างขนย้ายศพมาไว้ที่วัดแห่งนี้กันเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าวัดสระเกศนั้นอยู่ใกล้กับประตูผีซึ่งเป็นประตูที่จะเชื่อมต่อออกไปนอกเมือง  และเหตุการณ์ที่มีการระบาดของโรคห่านั้นไม่ได้เกิดเพียงแค่ครั้งเดียวยังมีต่อมาอีก 2-3 ครั้งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5

โดยจำนวนคนที่ล้มตายจากการเป็นโรคห่านั้นมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆและศพก็ถูกนำมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเหมือนเดิมเพราะบางคนต้องการที่จะเผาศพจึงต้องนำศพคนตายนั้นเดินผ่านประตูผีซึ่งอยู่ตรงใกล้กับบริเวณวัดสระเกศแต่บางคนที่ไม่ต้องการเผาศพก็จะต้องนำศพมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเพื่อให้แร้งกิน และนี่เองที่เป็นที่มาของคำว่าแร้งวัดสระเกศ

 

 

สนับสนุนโดย    Sexy Gaming

ประวัติของสิงโตที่ประเทศจีนครั้งแรก

       เชื่อหรือไม่ว่าในอดีตกาลนั้นประเทศจีนไม่มีสัตว์มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนสิงโตหรือจะให้พูดให้ถูกต้องก็คือประเทศจีนไม่เคยมีสิงโตอยู่ในประเทศเลยแต่สิงโตนั้นถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีชาวเอเชียกลางเป็นคนนำสิงโตเข้ามาเพื่อนำมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กลับกษัตริย์ของประเทศจีน

       ซึ่งฮ่องเต้ของจีนนั้นต่างก็หลงใหลความงดงามรูปร่างน่าเกรงขามของสิงโตดังนั้นหลังจากที่พระองค์ได้สิงโตมาไว้ในประเทศจีนแล้วจึงได้มีการให้ทหารนั้นได้มีการสร้างรูปปั้นของสิงโตขึ้นมาโดยการเรียนแบบสิงโตจริงแล้วนำรูปปั้นของสิงโตนั้นมาประดับประดาตามจุดต่างๆภายในพระราชวัง   

        และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจะเห็นได้ว่ารูปปั้นสิงโตจะถูกไว้ตามมุมต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามบริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาราชวังหรือตามความหรือตามวัดวาอารามต่างๆรวมถึงตามข้าวของเครื่องใช้  โดยว่ากันว่าสัญลักษณ์ที่เป็นรูปสิงโตหรือรูปสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง 

        ประวัติเกี่ยวกับการเชิดสิงโตไว้ว่า ได้มีชาวต่างชาตินำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับฮ่องเต้ของประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งแต่การนำงานในครั้งนี้นั้นต้องการเป็นการลองภูมิฮ่องเต้ว่าจะมีความเก่งกล้าสามารถมากแค่ไหนและชาวต่างชาติคนต่างๆนั้นได้มีการพูดคุยกับฮ่องเต้ว่าพระองค์จะมีความสามารถที่จะสามารถควบคุมสิงโตได้หรือไม่ซึ่งถ้าหากว่าฮ่องเต้สามารถทำได้เขาจะยอมส่งสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับประเทศจีนเป็นประจำทุกปี

      ดังนั้นฮ่องเต้จึงได้ทรงรับคำท้า เนื่องจากฮ่องเต้ไม่พอใจที่ชาวต่างชาติดูถูก โดยนัดหมายให้ชาวต่างชาติมาดูผลการควบคุมสิงโตของพระองค์ภายหลังจากที่มีการรับคำท้ากันไปอีก 3 เดือนซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ก็สั่งให้ข้าราชบริพารไปหาคนที่มีความเก่งกล้าสามารถที่จะสามารถฝึกสิงโตให้มีความเชื่องได้  อย่างไรก็ตามปรากฏว่าชายสามคนที่ถูกคัดเลือกมาให้ช่วยฝึกสิงโตนั้นปรากฏว่าได้ทำรุนแรงกับสิงโตสิงโตนั้นเสียชีวิตลง  ซึ่งพวกเขาทั้งสามคนนั้นเกรงว่าฮ่องเต้จะลงโทษ  จึงได้มีการวางแผนการสร้างสิ่งแปลกปลอมขึ้นมาโดยให้คนหนึ่งอยู่หัวคนนึงอยู่ตรงกลางและอีกคนอยู่ท้ายหลังจากนั้นก็มีการเดินไปหาฮ่องเต้ 

          จะได้มีการแสดงให้ฮ่องเต้และชาวต่างชาติที่ทากับฮ่องเต้ได้เห็นว่าสิงโตนั้นมีความเชื่อมากแค่ไหนโดยมีการนำขับมาตีให้เกิดเสียงดังแล้วให้วีสิงโตนั้นเดินตามเสียงปาบพร้อมทั้งมีของเล่นเอาไว้รอบหน้าให้สิงโตตาม  ทำให้ชาวต่างชาตินั้นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ฮ่องเต้สามารถควบคุมสิงโตให้มีความเชื่องได้  เมื่อเฮ้ยชาวต่างชาติอย่างงั้นจึงได้มีการนำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพราะถือว่าตนเองนั้นแพ้พนันกับฮ่องเต้

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่ชาวต่างชาติเดินทางไปแล้วฮ่องเต้เรียกคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนมาเพื่อที่จะให้รางวัลปรากฏว่าคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนนั้นได้สารภาพความจริงกับฮ่องเต้ว่าสิงโตที่เห็นในวันเชิดสิงโตนั้นเป็นการนำหนังของสิงโตมาสร้างชุดสิงโตซึ่งห้องตัวเองก็ไม่ได้ลงโทษทั้ง 3 คนเพราะเห็นว่าสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจีนได้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลการเชิดสิงโตกลึงได้มีการเกิดขึ้นในประเทศจีนเอง

 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

ตำนานตุ๊กตาเบ็กกี้

          สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับตุ๊กตาผีสิงนั้น เรามักจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาจากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ ซึ่งหากเปรียบตุ๊กตาผีสิงหรือตุ๊กตาต้องคำสาปของคนต่างประเทศ ก็อาจจะเหมือนกับเรื่องราวของตุ๊กตากุมารทองบ้านเราดีดีนี่เอง แต่ตุ๊กตาที่เป็นตุ๊กตาผีสิงของต่างประเทศนั้นและเรื่องราวของตำนานตุ๊กตา ผีสิงนั้น เรามักจะได้เห็นตามสื่อออนไลน์หรือแม้แต่เป็นเรื่องเล่าขานต่อต่อกันมาก

ซึ่งแต่ละเรื่องของตุ๊กตาผีสิงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นนานเกินไปเลย อย่างเรื่องราวตุ๊กตาผีสิงตัวล่าสุดที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นใน  ในปี 2015 นี้เอง ซึ่งเรื่องราวนี้คนที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้ฟังกันก็คือ  เจน  แฮรี่ ซึ่งเธอเป็นนักสืบเกี่ยวกับเรื่องราวลึกลับ เธอบอกว่าเธอได้รักตุ๊กตาหมาตัวหนึ่งโดยส่งมาจากคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งพวกเขานั้นบอกว่าตั้งแต่พวกเขาซื้อตุ๊กตาตัวนี้มาพวกเขาก็ต้องตัดร้ายมาโดยตลอด

ซึ่ง คู่สามีภรรยาพูดดังกล่าวยังไม่ได้บอกกับเจนแฮร์รี่ด้วยว่าก็เขาได้พยายามแก้ไขปัญหาก่อนหน้านั้นแล้วด้วยการเชิญนักรบและนักบวชมาช่วยปัดเป่าวิญญาณร้ายก็ไม่ได้ผลอะไรดีขึ้นมาเลย และนี่ คือสิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่ตัดสินใจที่จะกำจัดตุ๊กตาตัวนี้ออกไปจากชีวิตเสียดีกว่านั่นก็คือการที่พวกเขานั้นได้สั่งตุ๊กตาตัวนี้มาให้กับเจน Harry นั่นเอง

ซึ่งสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของตุ๊กตาได้บอกกับ เจน แฮรี่  ว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นมีชื่อด้วยโดยชื่อของมันก็คือเบ็กกี้นั่นเอง และเมื่อ เจน  แฮรี่ ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจะได้มีการเชิญคนส่งมาหลายคนเพื่อมาทำการพูดคุยกับตุ๊กตาเบ็กกี้ตัวนี้และทำให้พวกเขานั้นได้รู้จักตุ๊กตาตัวนี้ได้เป็นอย่างดีขึ้น โดยพวกเขาได้รู้ว่าตุ๊กตาเบ็กกี้นี้ตุ๊กตาที่มีวิญญาณร้ายสิงอยู่เป็นตุ๊กตาที่มีวิญญาณอาฆาตแค้น ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้ตุ๊กตาตัวนี้ไปครอบครองคนที่อยู่ใกล้กับตุ๊กตาตัวนี้ก็จะมีอาการไม่สบายตัวปวดหัวเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเนื่องจากว่าเป็นผลมาจากแรงอาฆาตแค้นของตุ๊กตาเบ็กกี้นี้เอง

ซึ่งคนทรงเชื่อว่า ตุ๊กตาเบ็กกี้นั้น น่าจะถูกวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งสิงอยู่วิญญาณของหญิงสาวคนนั้นน่าจะเสียชีวิตจากการที่เธอป่วยด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก และเท่านั้นยังไม่พอเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นภาพของตุ๊กตาของเป๊กกี้การทางโลกออนไลน์พวกเขาก็ต่างพูดกันว่าพวกเขาก็จะมีอาการปวดหัวแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกเช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้เรื่องราวของตุ๊กตาเบ็กกี้ก็ได้เงียบหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นหายไปอยู่ที่ไหนแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนสด

ตำนานงูน้ำ

             ตำนานนี้มีการกล่าวถึงงูซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษแต่เราจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นกูบางชนิดมีพิษร้ายแรงมากที่สามารถตัดครั้งเดียวแล้วตายได้ภายในเวลาแค่เพียง 5 นาทีเท่านั้นแต่มีบางชนิดนั้นก็ไม่มีพิษเลยหรือบางชนิดก็มีพิษแต่มีพิษไม่ร้ายแรงมากซึ่งมีการพูดถึงตำนานของงูเกี่ยวกับเรื่องของพี่ของงูด้วยว่าเหตุใดในแต่ละตัวจึงมีพิษไม่เท่ากัน

 

โดยตำนานนิทานเรื่องนี้มีการเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของงูในสมัยโบราณโดยมีการเชื่อกันว่าแต่เดิมนั้นงูทุกชนิดนั้นก็เป็นสัตว์ที่มีพิษอยู่แล้วโดยเฉพาะงูน้ำซึ่งเมื่อก่อนนั้นงูน้ำเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดหากมันได้ไปกัดใครแล้วเราก็ต่อให้ตัวใหญ่มากมายแค่ไหนก็ตายทันทีอยู่มาวันหนึ่งมันได้ไปกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนดังกล่าวนั้นชื่อว่าอ้ายไม่ตาย

  หลังจากที่อ้ายไม่ตายถูกงูพิษกัดชาวบ้านต่างก็พูดถึงเรื่องราวดังกล่าวกันทั่วว่า มีงูน้ำปลากัดตายไม่ตายเสียแล้วซึ่งเป็นจังหวะที่งูน้ำตัวดังกล่าวผ่านมาได้ยินพอดีมันจึงคิดว่าชายที่มันกัดนั้นถูกมันกัดแต่ไม่ตายแต่ความจริงแล้วชาวบ้านพูดกันซึ่งมีความหมายว่าชายที่ชื่อว่าอ้ายไม่ตายนั้นได้เสียชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ด้วยความเข้าใจผิดของงูน้ำคิดว่าตนเอง

นั้นไม่มีพิษสงอะไรแล้วถึงสามารถตัดโคนไม่ตายด้วยความโมโหมันจึงได้ไปคายพิษของมันทิ้ง เพราะมันคิดว่าต่อให้มันมีพิษในตัวมันไปกัดใครก็คงไม่มีใครตายอีกแล้วโดยตรงบริเวณที่งูน้ำไปปล่อยพิษทิ้งไว้นั้นเป็นบริเวณที่มีต้นหมามุ่ยอยู่เมื่อมันคลายพิษมันก็หนีไปเมื่อสัตว์ต่างๆได้ยินว่างูน้ำนั้นได้มาคลายผิดทิ้งพวกมันต่างก็พากันมากินพิษของงูน้ำเข้าไป

โดยงูที่กินไปเยอะมากที่สุดก็คือเงินจงอางต่อมาก็เป็นงูเห่าและต่อมาก็เป็นงูป่ะและยังมีงูชนิดอื่นๆอีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่มากินพิษของงูน้ำรวมถึงแมลงเล็กๆต่างๆไม่ว่าจะเป็นตะขาบหรือแม้แต่งูเขียวซึ่งถ้าใครมาก่อนก็จะได้กินมากกว่าตัวอื่นๆก็จะได้รับพิษร้ายแรงเข้าไปมากกว่าทำให้เราจะเห็นได้ว่างูจงอางนั้นเวลากัดใครจะตายทันที

เพราะมีพิษร้ายแรงนั่นเองส่วนงูเขียวได้รับผิดไปน้อยที่สุดเพราะว่ามาทีหลังทำให้งูเขียวมีพิษก็จริงแต่ผิดนั้นค่อนข้างอ่อนมากนั่นเองและทิศยังคงมีหลงเหลือติดอยู่ที่ต้นหมามุ่ยด้วยทำให้เราจะเห็นว่าเวลาที่เราไปถูกต้นหมามุ่ยเรามักจะคันและเป็นผื่นแพ้นั่นเองซึ่งนี่คือที่มาของการมีพิษของสัตว์ชนิดต่างๆและเป็นที่มาว่าทำไมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดูน้ำถึงเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษเป็นที่เป็นงูเหมือนงูสายพันธุ์อื่นๆนั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ขั้นต่ำ10บาท

ตำนานกุมารทองพลาย

 หากพูดถึงกุมารทองแล้วแล้วก็หลายคนคงนึกถึงภาพรูปปั้นของเด็กเล็กๆอายุประมาณ 3-4 ขวบซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเด็กผู้ชายลักษณะการแต่งกายก็จะเป็นเหมือนเด็กในสมัยโบราณที่ผูกจุกไว้ด้านบนอีกทั้งยังไม่สวมใส่เสื้อนุ่งเพียงแค่โจงกระเบนเท่านั้นซึ่งกุมารทองที่เราเห็นในปัจจุบันนี้จะมี 2 ลักษณะซึ่งเป็นกุมารทองทั่วๆไปที่มีการปิดทองเอาไว้เป็นลักษณะของการปลุกเสกขึ้นมา

เพื่อให้ประชาชนนั้นได้เลี้ยงเอาไว้ขอพรแล้วให้ช่วยปกปักรักษาบ้านเรือนของตนเองส่วนอีกแบบหนึ่งก็คือกุมารทองพรายกุมารทองชนิดนี้จะเป็นกุมารทองที่ปลุกเสกเอาไว้ให้ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของโชคลาภเงินทองต่างๆโดยวิธีการปลุกเสกกุมารทองพรายนั้นมักจะรีบทำด้วยวิธีกรรมก็คือการสร้างรูปปั้นกุมารทองขึ้น

มาก่อนหลังจากนั้นก็ไปเรียกดวงวิญญาณของเด็กที่ตายแบบผิดธรรมชาติเช่นเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตวิญญาณยังไม่ถึงที่ตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนจึงยังมีวิญญาณยังไม่ไปไหนยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ทางด้านผู้มีวิชาอาคมจึงได้ทำการเรียกวิญญาณของเด็กน้อยเหล่านี้

มาเก็บไว้ในรูปปั้นของกุมารที่มีการสร้างขึ้นเรียกว่ากุมารพรายนั่นเองและหากใครก็ตามที่มีการเลี้ยงดูกุมารพรายจะต้องมีการตั้งชื่อให้กับกุมารพรายของตนเองพร้อมกับเรียกชื่อของกุมารพรายบ่อยๆวิธีการดูแลกุมารพรายเพื่อให้กุมารพรายคอยช่วยเหลือนั้น

ทำได้ด้วยการหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กุมารพรายอย่างสม่ำเสมอซื้อของกินรวมถึงของใช้และตุ๊กตาให้เล่นบ่อยๆเลี้ยงดูเหมือนกับเลี้ยงดูลูกของตนเองไม่ว่าเราจะขออะไรกุมารพรายก็จะคอยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคนที่เลี้ยงกุมารพรายนั้น

มักจะเป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าที่มักอยากจะให้กุมารพรายนั้นไปคอยช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้านนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามยังมีคำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเลี้ยงกุมารพรายด้วยว่าหากใครที่เลี้ยงกุมารพรายแล้วขอให้กุมารพรายช่วยเหลือแล้วได้สมหวังเรียบร้อยแล้วและไม่ยอมซื้อของมาให้เพื่อเป็นการขอบคุณที่กุมารพรายช่วยเหลือ

พวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะโทรกุมารพรายกันแกล้งด้วยการเกิดแต่เรื่องสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิต และกุมารทองพรายมักจะออกมาให้คนในบ้านเห็นจนกว่าจะมีการแก้บนในสิ่งที่ขอเอาไว้แต่ถ้าหากใครที่ไม่คิดอยากจะเลี้ยงกุมารทองพรายแล้ววิธีการแก้นั้นก็คือต้องยกกุมารทองพรายให้กับคนอื่นไปเลี้ยงแทนซึ่งก็ต้องกำชับคนที่นำไปเลี้ยงต่อด้วยว่าให้ดูแลกุมารทองพรายให้เป็นอย่างดีจะได้ ได้รับความช่วยเหลือจากกุมารทองในทางที่ดีนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่เกม บาคาร่า

ตำนาน ถ้ำพิณดายา   

          ถ้ำพินดายาเป็นถ้ำที่อยู่ในประเทศพม่าซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากด้วยถ้ำแห่งนี้มีความสวยงามและแปลกแตกต่างจากท่านอื่นๆเนื่องจากในถ้ำแห่งนี้นั้นจะมีพระพุทธรูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อยู่มากมายเต็มไปหมดซึ่งปัจจุบันนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและมีการนับจำนวนพระพุทธรูปได้ทั้งหมด 8,000 รูปแล้วโดยพระพุทธรูปเหล่านี้เกิดขึ้น

มาจากในสมัยก่อนนั้นตรงบริเวณถ้ำพินดายาแห่งนี้เป็นทางผ่านของพ่อค้าที่จะต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างเมืองและเมื่อเดินทางมาถึงที่ถ้ำแห่งนี้เก่าพ่อค้าก็มักจะแวะมาพักระหว่างการเดินทางซึ่งภายในถ้ำจะมีพระพุทธรูปอยู่ทำให้พ่อค้าทั้งหลายที่นำสินค้าไปขายต่างก็เข้ามากราบไหว้พระพุทธรูปในถ้ำแห่งนี้พร้อมกันนั้น

ก็ได้มีการนำพระพุทธรูปที่ตนเองพกติดตัวมาด้วยได้มาเก็บรักษาไว้ที่นี่ด้วยเพื่อเป็นเหมือนการนำพระพุทธรูปมาบูชาไว้ในถ้ำแห่งนี้นับจากนั้นเรื่อยมาเมื่อใครผ่านไปผ่านมาก็มักจะนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ภายในถ้ำทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้จะเห็นว่ามีพระพุทธรูปสีเหลืองทองอร่ามมากมายหลายรูปเลยทีเดียวนอกจากนี้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ยังมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับถ้ำแห่งนี้ด้วย

เนื่องจากถ้านักท่องเที่ยวไปเห็นภายในถ้ำได้เห็นว่าตรงบริเวณปากถ้ำนั้นจะมีรูปปั้นของแมงมุมขนาดใหญ่อยู่ซึ่งเรียกว่าแมงมุมยักษ์ตามตำนานบอกว่าก่อนหน้านี้ได้มีนางฟ้าทั้งหมด 7 องค์ลงมาเล่นน้ำที่โลกมนุษย์หลังจากนั้นนางฟ้าทั้ง 7 องค์เกิดถูกแมงมุมยักษ์กับตัวมาแล้วนำมาขังไว้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้

ซึ่งแมงมุมนั้นได้จับนางฟ้ากินทีละองค์ทีละองค์จนเกือบจะหมดจนมาถึงนางฟ้าองค์สุดท้ายซึ่งกำลังจะถูกแบ่งมุมยักษ์จับกินเธอได้ร้องเสียงดังโวยวายให้คนช่วยบังเอิญว่าขนาดนั้นมีเจ้าชายเดินทางผ่านมาตรงบริเวณหน้าถ้ำพอดีจึงได้ยินเสียงหญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือเจ้าชายจึงได้เข้าไปและเห็นว่ามีแมงมุมยักษ์กำลังจะจับผู้หญิงกินเป็นอาหารเจ้าชายจึงได้ให้ความช่วยเหลือเมื่อเจ้าชายสังหารแมงมุมยักษ์ตายเสร็จแล้ว

จึงได้มีการสอบถามเจ้าหญิงจึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วเจ้าหญิงองค์นั้นเป็นนางฟ้าที่ถูกแมงมุมยักษ์กลับมาด้วยความที่ได้ช่วยเหลือกันทำให้เจ้าชายและนางฟ้าตกหลุมรักซึ่งกันและกันและทั้งสองคนก็แต่งงานกันคลองคู่การปกครองเมืองแห่งนี้ที่เรียกว่าเมืองพินดายานั่นเองและซากแมงมุมยักษ์ก็กลายเป็นหินอยู่ที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำพินดายาซึ่งทุกวันนี้ถ้าหากใครไปเที่ยวที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ก็จะยังคงเห็นซากแมงมุมยักษ์ผิดถูกปั้นเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่เอาไว้ที่หน้าบริเวณถ้ำเพื่อเป็นอนุสรณ์ของตำนานเรื่องนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน

Page 1 of 2

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén