หมวดหมู่: ตำนาน Page 1 of 2

ตำนานผีจ้างหนัง

สำหรับเรื่องนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ตำนานผีจ้างหนัง ที่ป่าคำชะโนดที่ได้เป็นตำนานที่ได้ถูกพูดถึงกันมาอย่างนานมากกว่า30ปีแล้วเพราะว่าเรื่องราวของผีจ้างหนังต้องบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องราวที่ทำให้ป่าคำชะโนดแห่งนี้ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนั่นเอง

ซึ่งตำนานเรื่องของผีจ้างหนังได้เป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมาจริงในปี พ.ศ.2532แต่เรื่องราวเมื่อ30ปีที่แล้วกลับไปถูกเล่ากันมาอย่างต่อเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสายแต่มันจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือเปล่าก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านกันด้วยโดยเรื่องราวของตำนานผีจ้างหนังมันได้เริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันที่29 มกราคม พ.ศ.2532ในวันนั้นก็ได้มีคนมาจ้างบริษัทหนังแห่งหนึ่งให้เข้าไปฉากหนังที่ดินแดนป่าคำชะโนดภายในหมู่บ้านวังทองอำเภอบ้านดุง จังหวัด อุดรธานี โดยได้ตกลงค่าจ้างกันเอาไว้ประมาณ4,000บาทและจะมีหนังไปฉากทั้งหมด4เรื่องด้วยกัน

นอกจากนี้ก็ได้มีสัญญาณข้อพิเศษอยู่อีกหนึ่งข้อด้วยกันนั่นก็คือจะให้ฉายหนังถึงเวลาเพียงแค่ตี04.00เท่านั้นห้ามฉากหนังจนถึงเช้าโดยเด็ดขาดและเมื่อฉากหนังเสร็จก็ให้รีบเก็บของออกจากที่ฟ้าจะสว่างและมันก็ได้ทำเรื่องที่แปลกใจให้กับเจ้าของบริษัทหนังอยู่ไม่น้อย

เพราะโดยปกติแล้วเวลาที่ได้ไปฉายหนังที่อื่นชาวบ้านเขาก็จะบอกว่าให้ฉากหนังจนถึงเช้ากันแทบทุกเจ้าแต่เจ้าของบริษัทหนังได้มองเห็นว่าเป็นความต้องการของผู้ที่มาจ้างจึงไม่ได้ถามหาเหตุผลแต่อย่างใดหลังจากที่ได้ทำการตกลงกันแล้วเสร็จคนที่มาจ้างหนังเขาก็ได้นำเอาเงินมามัดจำเอาไว้เป็นจำนวน500บาทและจะบอกว่าจะจ่ายในส่วนที่เหลือให้หลังจากที่ทำการฉายหนังเสร็จเป็นจำนวนเงิน3,500บาทนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อถึงวันนัดหมายทางเจ้าของหนังกลางแปลงก็ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ไปยังสถานที่ที่ได้นัดหมายเอาไว้ตามเวลาและกว่าจะเดินทางไปถึงก็จะเป็นช่วงเวลาที่จะใกล้ค่ำแล้ว

เมื่อพนังงานบริษัทฉายหนังได้เดินทางไปถึงสถานที่ที่ได้นัดหมายเอาไว้ดันไปพบเจอเรื่องแปลกใจว่าทำไมพื้นที่แห่งนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่เลยอีกทั้งยังเป็นป่าแม้แต่พื้นที่ที่จะใช้สำหรับในการกลางจอหนังนั้นยังไม่มีเลย

ซึ่งพนังงานฉายหนังต่างก็สงสัยเหมือนกันว่าผู้คนในระแวกนี้เขาหายไปไหนกันหมดหรือว่าพวกชาวบ้านเขายังไม่รู้ว่าจะมีหนังมาฉายเพราะปกติแลวเวลาที่พวกเขาได้นำเอาหนังไปฉายที่ไหนก็จะมีร้านค้าของชาวบ้านในแต่ละพื้นต่างก็จะพามาเปิดร้านขายของกันอย่างคึกคักตั้งแต่จอหนังยังไม่กลางด้วยซ้ำ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet เว็บแม่

ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน สำหรับเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศตะวันตกแต่ก็มีการแต่ขยายการละเล่นนี้มาทางแถบประเทศในโซนเอเชียด้วยเช่นเดียวกันจนในปัจจุบันนี้นับได้ว่าเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่เกือบทุกประเทศได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นการเฉลิมฉลองเป็นเทศกาลสำหรับการท่องเที่ยวมากกว่า

         แต่อันที่จริงแล้วเทศกาลฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลสำหรับคนในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดของฮาโลวีนจัดขึ้นมาเพื่อป้องกันเหล่าภูตผีปีศาจไม่ให้มาสิงในร่างของคนโดยว่ากันว่าต้นกำเนิดของเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ โดยมีชาวเคลต์ เป็นผู้ริเริ่มเทศกาลนี้ พวกเขายึดเป็นวันที่ 31 ของเดือนตุลาคมเพื่อจัดเทศกาลนี้ขึ้นในทุกๆปีนั้นเองเนื่องจากว่าคนในสมัยโบราณเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของเทพเจ้าและภูตผีปีศาจ 

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน ว่ากันว่าชาวเคลต์ เชื่อกันว่าทุกปีของวันที่ 31 ในเดือนตุลาคมจะเป็นวันปล่อยผีจะมีวิญญาณร้ายถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากและพวกมันมักจะมาสิงร่างของมนุษย์เพราะพวกมันไม่อยากที่จะกลับไปยังยมโลกนั่นเองดังนั้นเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจเหล่านี้จะมาสิงร่างของตนเองชาวเมืองจึงได้พยายามหาวิธีการป้องกันไม่ให้พูดผีปีศาจสามารถเข้าสิงร่างพวกเขาได้ซึ่งวิธีการที่พวกเขาคิดขึ้นมานั่นก็คือในวันดังกล่าวเพราะตกข้ามพวกเขาจะปิดไฟภายในบ้านพักหมดให้เมืองทั้งเมืองมืดมิดและบรรยากาศค่อนข้างวังเวงและหนาวเย็นซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีความเชื่อกันว่าถ้าหากอยู่ในพื้นที่หนาวเย็นและมืดมิดภูตผีปีศาจเหล่านั้นเองกลัวนะไม่ค่อยอยากมา

        อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นใจว่าภูตผีปีศาจจะไม่มารบกวนพวกเขาดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีการแต่งกายเป็นผีก็เรียนแบบโดยผู้เขามองว่าถ้าหากมีงานตัวจริงและเห็นว่าพวกเขานั้นมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดเหมือนผีเข้าสิงสู่พวกเขานั้นเองและนี่เองจึงเป็นที่มาของการแต่งกายเลียนแบบผีในเทศกาลของวันฮาโลวีน นอกจากจะมีการแต่งกายให้ดูน่ากลัวเป็นผีแล้วพวกเขายังมีการตกแต่งสถานที่อยู่อาศัยของเขาให้มีลักษณะเป็นแหล่งทรุดโทรมทำให้ผีไม่อยากมาอยู่โดยมีการตกแต่งสถานที่ขายกับสื่อสารเช่นการนำฟักทองมาตั้งไว้บริเวณหน้าบ้านโดยมีการแกะสลักฟักทองเป็นรูปใบหน้าของผีสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวนั่นเอง

        อย่างไรก็ตามบางตำนานกล่าวว่า ในสมัยอดีตก่อนคริสตกาลนั้นด้วยความที่ผู้คนกลัวในวิญญาณร้ายพวกเขาจึงได้มีการนำหุ่นที่มีลักษณะคล้ายเหมือนกับคนนำมาเผาเพื่อให้ดวงวิญญาณได้เห็นว่าหากมีการเข้าสิงคนจะถูกเขาตั้งเป็นวิญญาณร้ายจะได้กลัวนั่นเองแต่ในปัจจุบันนี้วิธีการเผาหุ่นได้มีการเลิกทำไปนานแล้วเหลือเพียงเทศกาลสำหรับการเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตำนาน คำสาปแม่มด voodoo  แห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ประเทศสหรัฐอเมริกา 

              ในปัจจุบันความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดหมอผี  คำสาปแม่มด voodoo  ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างประปรายซึ่งแต่ก่อนหน้านี้ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดหมอผีนั้นเป็นความเชื่อที่มีการเชื่อมกันเป็นอย่างมากจนถึงขนาดว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่  เหล่าบรรดาบาทหลวงทั้งหลายต้องออกมาปราบปรามพ่อมดหมอผีด้วยการจับผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นพ่อมดหรือแม่มดมาเผาทั้งเป็น 

        ถึงแม้ว่าในปัจจุบันวิวัฒนาการจะมีการเจริญก้าวหน้าแต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพ่อมดแม่มดวูดูทั้งหลายก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองนิวออร์ลีนส์  ที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับตำนานของแม่มดและในปัจจุบันนี้ยังคงมีการนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวที่เมืองนิวออลีนแห่งนี้เพื่อไปชมบรรยากาศภายในบ้านซึ่งระบุว่าครั้งหนึ่งนั้นบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านของแม่มดคนหนึ่งที่เธอมีชื่อว่ามารี ลาโว  

        สำหรับตำนานแม่มด มารี ลาโว นั้น เป็นตำนานที่มีการพูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงปีคริสตศักราช 1800   ซึ่งในช่วงดังกล่าวนั้นชาวบ้านต่างก็พากันหวาดกลัวหญิงสาวที่ชื่อว่ามารีลาโวกันเป็นอย่างมากเนื่องจากชาวบ้านพากันเชื่อว่าเธอคือ คำสาปแม่มด voodoo  ที่มีเวทมนตร์และที่สำคัญคือสามารถสาปแช่งใครก็ได้ที่เธอไม่พอใจไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม  เรียกได้ว่าแม่มดมารี ลาโว นั้นเป็นแม่มดที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของมนต์ดำเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

         สำหรับตำนานความเชื่อว่ามารีลาโวเป็นแม่มดนั้นปัจจุบันก็ยังคงมีการเชื่ออยู่เพราะบริษัททัวร์จะมีการจัดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่บ้านของแม่มดมารีลาโว  และหากนักท่องเที่ยวคนไหนเดินทางมาเที่ยวที่นี่ก็จะสามารถขอพรให้แม่มดมารีลาโวช่วยเหลือได้โดยถ้าหากใครไม่พอใจแต่จะให้แม่มดมารีลาโวสาปแช่งใครก็สามารถที่จะทำพิธี  ว่ากันว่าคนที่เคยทำพิธีนั้นยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาขอนั้นเป็นจริงดังคำขอ

       สำหรับวิธีการขอให้แม่มดมารีลาโวช่วยนั้นจะต้องมีการไปเคาะที่โรงศพของเธอทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันหลังจากนั้นก็จะต้องมีขั้นตอนในเรื่องของการเดินวนรอบโลงศพโดยจะต้องวนทั้งหมด 3 รอบโดยวิธีการเดินนั้นจะต้องเดินแบบทวนเข็มนาฬิกาและจะต้องมีการนำของมาเซ่นไหว้แม่มดมารีลาโวด้วยซึ่งของเซ่นไหว้นั้นจะต้องมีการนำเหล้ารัมมาเซ่นไหว้โดยให้นำขวดเหล้านั้นวางไว้ที่บริเวณหลุมฝังศพซึ่งจะต้องทำแบบนี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน

          และเมื่อทำครบแล้วผู้ทำพิธีจะต้องมีการตะโกนเรียกชื่อของมารีลาโวออกมาดังๆหลังจากนั้นก็ต้องบอกความต้องการของตนเองก็ว่าอยากจะให้แม่มดมารีลาโวช่วยเหลือเรื่องอะไร และแน่นอนว่าเมื่อคุณขอไปแล้วสมหวังมันก็ต้องกลับมาทำพิธีนำของมาเซ่นไหว้เพื่อขอบคุณแม่มดมารีลาโวด้วยซึ่งแน่นอนว่าเดี๋ยวกับตำนานของแม่มดวูดูคนนี้กลายมาเป็นตำนานที่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่อยากจะมาลองพิสูจน์ดู 

 

สนับสนุนโดย.  สมัครเว็บ ufabet

คลองซูเอสสำคัญอย่างไร

ถามว่าทำไมจำเป็นจะต้องมีการขุดคลองที่มีความยาวเกือบๆจะ200กิโลเมตรต้องมองย้อนกลับไปถือว่าเป็นวิชั่นของคนยูโรเปียนในยุคประมาณศตวรรษที่16-17 ที่มีการสำรวจโลกไปทั่วเลยชาวยุโรปตระหนักดีว่าพื้นที่ในเอเชียมีดินแดนที่ยิ่งใหญ่มากๆหลายอาณาจักรด้วยกัน

โดยหากสามารถที่จะเปิดเส้นทางในการค้าขายของสองพื้นที่คือยุโรปและเอเชียได้ทั้งสองพื้นที่จะมีความมั่งคั่งมากขึ้นด้วยปัญหาเป็นแบบนี้นักเดินเรือสมัยนู้นใช้วิธีการในการร่องเรือและทำการสำรวจไปเรื่อยๆนักเดินเรือคนแรกสามารถที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ตะวันออกแล้วก็พบกับพื้นที่เอเชียตะวันออกได้ในที่สุดเป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกส

ซึ่งได้มีชื่อที่เราได้เรียกกันว่า Fedinand Magellan ได้เดินเรือจากโปรตุเกสเลาะตะเข็บลงมาที่ชายฝั่งของทวีปแอฟริกาจากนั้นลงมาที่ใต้หัวแรดจนกระทั่งมาถึงปลายจมูกของแรดจากนั้นก็ได้มีการตีเรือไปทางทิศตะวันออกแล้วก็พบกับมหาสมุทรอินเดียเส้นทางนี้ถือว่าจำเป็นตองอ้อมโลกคำว่าโลกในที่นี้มีความหมายถึงหัวแรดก็คือทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่ไพศาลนั่นเอง

นอกจากนี้คนที่สองก็เป็นคนชาวโปรตุเกสเหมือนกันมีชื่อว่า Vasco da Gama ต้องการที่จะเดินทางไปอินเดียใช้เส้นทางคล้ายๆกันใช้เส้นทางเดินทางโปรตุเกสจากนั้นเลาะตะเข็บลงมาเรื่อยๆที่ทวีปแอฟริกาไปจนถึงที่แหลมกู๊ดโฮปของแรดถ้าหากว่าเรามองว่าแอฟริกาเป็นหัวแรดจากนั้นก็ล่องเรือผ่านไปทางมหาสมุทรอินเดียแล้วก็พบกับชมพูทวีปก็คืออินเดีย

ดังนั้นปัญหาคือชาวฝรั่งเศสรวมถึงชาวอังกฤษในเวลาเดียวต่อมามองแบบนี้เราจะไม่มีทางลัดในการที่จะสามารถเดินเรือและไม่ต้องอ้อมแอฟริกาได้ไหมจึงได้มองไปที่แผนที่แล้วพบว่าประเทศอียิปต์นั้นจะมีพื้นที่อยู่หนึ่งจุดที่สามารถที่จะเชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นทะเลหลักของยุโรปและเชื่อมต่อกันกับทะเลแดง

ซึ่งเป็นทะเลที่ขว้างอยู่ระหว่างทวีปแอฟริกากับคาบสมุทรอาระเบียแต่ว่ามันมีแผ่นดินอยู่ที่มันเหมือนกับเป็นคอขวดอยู่เป็นแผ่นดินที่ดูแล้วลักษระดูเหมือนเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมจุดนี้เขาดรียกกันว่าคาบสมุทรไซนายทางด้านของฝรั่งเศสเองได้มีการคุยกับอาณาจักรอียิปต์และก็ร่วมกันกับนักสำรวจชาวออสเตอรเรียอิตาเลี่ยนของในการที่จะมีการขุดคลองด้วยการใช้สิ่งที่เรียกว่าคอคอดของพื้นที่ตรงท่าเรือซาอิฐที่อยู่ทางตอนเหนือของอียิปต์

เพื่อขอในการขุดทางน้ำที่เขาเรียกกันว่าไฮโดรเวย์ว่ากันง่ายๆก็คือต้นแบบของคลองซูเอซนั่นเองจากนั้นก็ได้เริ่มมีการขุดจากบริษัทที่มีการร่วมทุนกันจากหลายๆชาติแล้วก็มีการเปิดใช้คลองซูเอซในปี ค.ศ.1869 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน

 

สนับสนุนโดย.    Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนานเมืองลับแล

สำหรับเมืองลับแลหรือเมืองบังบดเป็นเมืองที่ถูกเล่าขานกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นเมืองที่ถูกซ่อนเร้นจากบุคคลภายนอกนั้นเองจะมีก็แต่คนชาวลับแลเท่านั้นที่จะสามารถเดินเข้าออกที่เมืองแห่งนี้ได้แต่ก็มีบางตำนานพูดถึงเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่ถูกปิดบังด้วยคาถาอาคมอย่างเช่นมนต์กำบัง

ซึ่งก็จะมีแต่ชาวเมืองลับแลเท่านั้นที่จะรู้จักวิธีการใช้คาถานี้หรือในบางตำนานก็จะพูดถึงอีกมิติหนึ่งเลยมันก็อาจจะมีบางเวลาที่มิติต่างๆเหล่านี้มาทับซ้อนกันทำให้เกิดเรื่องราวการพัดหลงเข้าไปในเมืองลับแลที่ได้อยู่อีกมิติหนึ่งแล้วได้กลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าต่างๆอีกมากมายนั่นเอง

ดังนั้นเรื่องราวของเมืองลับแลที่โด่งดังแล้วก็ถูกพูดถึงมากที่สุดนั้นก็คือเมืองลับแลที่อยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์นั่นเองถือว่าเป็นตำนานที่ได้ถูกเล่าขานกันมาอย่างปากต่อปากหลายชั่วอายุคนมากๆเลย

นอกจากนี้จะเป็นเขตต้องห้ามสำหรับการโกหกนั่นเอาโดยเราต้องขอบอกอย่างนี้ว่าตำนานเมืองลับแลมันไม่ได้มีเพียงแค่ที่เดียวต้องบอกเลยว่าแทบจะทุกที่ในประเทศไทยก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่เกี่ยวกับเมืองลับแลหรือประตูทางเข้าสู่เมืองลับแลที่ได้ซ้อนอยู่ด้วย

เนื่องจากนี้มีตัวอย่างเช่นที่จังหวัดราชบุรีก็จะมีบริเวณที่ได้เชื่อกันว่าเป็นทางเข้าหรือทางติดต่อกับชาวเมืองลับแลอยู่หลายแห่งด้วยกันเช่นเมืองลับแลแห่งเมืองเขาวังสะดึงนั่นเองก็จะมีตำนานพูดถึงการพบเห็นชาวเมืองลับแลที่จะออกมาอาบน้ำในสระน้ำด้านหน้าของเขาวังสะดึง

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกสระนี้ว่าสระพังนั่นเองหรือบางครั้งชาวเมืองลับแลก็จะลงมาจากเขาเพื่อที่จะมาจับจ่ายซื้อของซื้ออาหารอยู่บริเวณตลาดนัดเชิงเขาในช่วงฤดูกาลน้ำหลากนั่นเองหรืออีกสถานที่ก็คือเมืองลับแลที่เขางูนั่นเองก็จะมีเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยก่อน

เมื่อคนในชุมชนจะทำบุญส่วนใหญ่ก็มักจะอธิฐานขอยืมข้าวของต่างๆจากชาวลับแล หากอธิษฐานเสร็จแล้วก็จะมีถ้วยชามมาจัดวางเอาไว้ตามที่ขอนั่นเองในเวลาต่อมาได้มีชาวบ้านบางกลุ่มไปขอยืมถ้วยชามแต่ก็ไม่นำเอากลับไปคืนจึงทำให้ชาวเมืองงลับแลไม่ให้ยืมของอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นแล้วหรืออาจจะเป็นเมืองลับแลที่เขากลางตลาดจอมบึงที่วัดดีคืนดีชาวบ้านก็จะยินเสียงมโหรีดังออกมาจากภายในถ้ำและอันนี้ก็เป็นแค่เพียงบางส่วนของสถานที่ที่เชื่อว่าสามารถไปที่เมืองลับแลหรือติดต่อกับชาวลับแลได้ในจังหวัดราชบุรีนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    ufabet เว็บแม่

ตำนานอินกับจันฝาแฝดตัวติดกัน

เมื่อทั้งสองคนแฝดคู่ตัวติดกันที่มีชื่อว่าอินกับจันที่ได้มีชายชาวอังกฤษขอครอบครัวพาแฝดทั้งคู่ไปโชว์ตัวที่ชาติตะวันตกที่สหรัฐอเมริกาและกว่าจะถึงอเมริกาสองแฝดคู่นี้ก็ได้ใช้เวลาถึง138วันเลยทีเดียวที่อยู่บนเรือหลัจากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทำการโชว์ตัวและก็ตะลอนท่องเที่ยวทั้งอเมริกายุโรปเลยทีเดียว

โดยสัญญาที่ทั้งคู่ได้ทำเอาไว้กับพ่อค้าคนนี้เขาจะแสดงร่วมกับคณะละครสัตว์นี้จนกระทั่งเขานั้นมีอายุถึง20ปีเมื่อได้ไปออกแสดงทั้งคู่ก็ได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมาก

นอกจากจะมีร่างกายที่แปลกแล้วอินจันยังมีความสามารถในการเล่นกายกรรมขี่ม้าเล่นหมากลุกเป็นนักดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีได้อีกหลากหลายเลยไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตามไปๆมาๆก็เป็นเหมือนตัวชูโรงของคณะละครสัตว์เลยที่ได้นำเงินมาให้อย่างมากมาย

เนื่องจากนี้ทั่งคู่ก็จะได้รับค่าส่วนแบ่งจะค่าเข้าชมนั้นแต่มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เขานั้นถูกพวกพ่อค้าพวกนี้เอาเปรียบแต่ก็ไม่เป็นไรค่อยๆเก็บออมเอาไว้

จนกระทั่งชีวิตของเขานั้นที่ได้ถูกใช้งานอย่างทาสจนกลายเป็นผู้ที่มีทาสเป็นของตัวเองพ่อของอินแล้วก็จันได้เสียชีวิตลงตั้งแต่สองแฝดยังเด็กมันก็เลยต้องทำให้ภาระการเลี้ยงดูทั้งหมดต้องตกอยู่ที่คุณแม่

ซึ่งในระยะเวลาต่อมาเธอก็ได้ยื่นขอเสนอให้กับฝรั่งที่จะเช่าลูกของเธอด้วยเงิน500ดอลลาร์ในเวลานั้นก็ต้องยอมรับว่ามันก็เหมือนกับการขายลูกของตัวเองนั่นแหละแต่สิ่งที่แม่ทำมันก็ถูกต้องอย่างเหลือเชื่อเพราะหลังจากที่ทั้งคู้จะต้องมาทำงานอย่างหนักอยู่ในคณะนครสัตว์จนแม้กระทั่งหมดสัญญา

โดยทั้งคู่นั้นเขาก็ได้หันมาเปิดการแสดงเป็นของตัวเองเสียเลยแล้วก็ยังหาเงินได้อีกเยอะด้วยเป็นเวลากว่า10ปีหลังจากที่แฝดอินจันได้ออกไปทำการแสดงทั่วอเมริกาแล้วก็ในหลายๆประเทศในยุโรปทั้งคู่ก็เริ่มที่จะปักหลักฐานอยู่ที่อเมริกาแล้วและด้วยความที่ว่าทั้งคู่นั้นไม่ได้มีผิวเข้มมันก็เป็นความโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเพราะว่าชาวอเมริกาจะไม่มองว่าเป็นทาสพวกเขาก็เลยสามารถซื้อบ้านซื้อนาแล้วก็มีทาสเป็นของตัวเองได้

นอกจากนี้อย่างไรก็ตามเขาก็ยังต้องปรับตัวอยู่ดีกับสังคมอเมริกาที่คนสมัยนั้นค่อนข้างที่จะเหยียบชนชาติอยู่เหมือนกันทั้งนี้ทั้งสองแฝดยังหลงรักสาวคนเดียวกันแต่ฝ่ายทางผู้เป็นพ่อนั้นเขาไม่ให้แต่งเพราะอะไรไม่ทราบเหมือนกันและด้วยที่ทั้งสองนั้นไม่ได้มีสีผิวเข้มก็เลยทำให้เขานั้นไม่ค่อยมีความยากลำบากในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ประวัติตุ๊กตาคิคุโกะ

           ตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเป็นตุ๊กตาที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและปัจจุบันนี้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่และยังอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกนำไปไว้ที่วัดมันเนน  โดยเรื่องราวของตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดฮอกไกโดโดยอยู่ที่หมู่บ้าน คุริซาว่า  ซึ่งต้นกำเนิดของตุ๊กตาคิคุโกะนั้น เกิดมาจากสามีภรรยาคู่หนึ่งเขาทั้งคู่นั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง

ซึ่งอยู่ในวัยกำลังน่ารักเขาทั้งคู่ได้มีการซื้อตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวหนึ่งให้กับลูกสาวเอาไว้เล่นซึ่งลูกสาวของเขานั้นรักตุ๊กตาตัวนี้มากได้มีการตั้งชื่อตุ๊กตาตัวนี้เอาไว้ว่าตุ๊กตาคิคุโกะ โดยเด็กหญิงนั้นมักจะเล่นกับตุ๊กตาตัวนี้ทุกวันซึ่งจะเล่นเหมือนกันเป็นพี่เป็นน้องกันโดยเธอจะต้องมีการป้อนข้าวให้ตุ๊กตาอาบน้ำให้ตุ๊กตาอีกทั้งยังนำตุ๊กตามานอนกอดทุกคืนอีกด้วย

เด็กหญิงรักตุ๊กตาตัวนี้มากซึ่งหลังจากที่ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาไม่นานเด็กหญิงซึ่งมีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็เกิดเสียชีวิตลงพ่อแม่ของเด็กหญิงนั้นด้วยความรักลูกสาวเมื่อนำร่างของลูกสาวไปทำพิธีฝังศพที่วัดมันเนน แล้วจึงได้นำตุ๊กตาที่ลูกสาวรักไปวางไว้ตรงบริเวณหลุมศพของลูกสาวด้วยแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาและเป็นสิ่งที่อัศจรรย์จนถูกนำมาเล่าลือกันว่าตุ๊กตาตัว

ดังกล่าวนั้นเป็นตุ๊กตาผีสิงก็เพราะว่าหลังจากที่พ่อแม่ของเด็กหญิงนำตุ๊กตาไปวางไว้ที่หลุมฝังศพของลูกสาวของตนเองแล้วเมื่อเวลาผ่านไปผมของตุ๊กตากับยาวขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่ายาวได้อย่างไร และถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วแต่ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงวางไว้ที่หลุมฝังศพและผมก็ยังยาวขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดชาวบ้านและพระในวัดดังกล่าวต่างก็พากันทำพิธีให้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวโดยจะยึดถือเอาวันที่ 21 ของทุกปีในเดือนมีนาคมทำพิธีตัดผมให้กับตุ๊กตารวมถึงเมื่อตัดผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็จะมีการแต่งตัวให้กับ ตุ๊กตาคิคุโกะใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการเปลี่ยนชุดกิโมโนให้ใหม่ในทุกๆปีดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของตุ๊กตาคิคุโกะ จึงมีการเราขานกันไปทั่วโดยมองว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นคือตุ๊กตาผีสิงซึ่งวิญญาณของเด็กน้อยนั้นได้อาศัยอยู่ในร่างของตุ๊กตานั่นเองปัจจุบันนี้ถ้าหากใครอยากจะเห็นตุ๊กตาโดยดังกล่าวก็ยังสามารถที่จะเดินทางไปชมได้ที่หมู่บ้านคุริซาว่า โดยอยู่ในวัด ม้นเนน เหมือนเดิม และยังไปร่วมกิจกรรมพิธีการตัดผมให้กับตุ๊กตาได้ด้วยนะคะ

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

นิทานปรัมปราของไทยเกี่ยวกับตำนานความเชื่อเรื่องของพญานาค

       ที่จังหวัดหนองคายอำเภอโพนพิสัยได้มีนิทานปรัมปราเกี่ยวกับพญานาคเล่าสู่ลูกหลานให้ฟังจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งคนในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเรื่องเล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงกับหญิงสาวคนหนึ่ง

     โดยเรื่องราวนั้นมีการเล่าขานถึงเมืองโพนพิสัยว่าในสมัยก่อนนั้นเมื่อพระพิศาลนั้นนับได้ว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงซึ่งทุกปีในช่วงเวลาหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงจะลดลงและจะมีสันทรายขึ้นมากลางแม่น้ำและบริเวณสันทรายนั้นเองก็จะมีน้ำผุดขึ้นมาซึ่งน้ำนี้ชาวบ้านจะพากันมาตัดเพื่อไปใช้ดื่มกินกัน

        อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งได้หาบกระป๋องน้ำมาตรงบริเวณสันทรายดังกล่าว เพื่อมาตักน้ำไปไว้กิน แต่ปรากฎว่าเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าวลงมาที่สันทรายนั้นแล้ว ก็ไม่กลับขึ้นไปอีกเลย ทางด้านญาติพี่น้องของเธอรวมถึงพ่อแม่ และชาวบ้านต่างก็พากันออกตามหาตัวเธอกันอยู่นานหลายวัน 

          จนในที่สุด เมื่อเห็นว่าผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่ได้ข่าวคราวของเธอ พ่อกับแม่จึงคิดว่า เธอน่าจะตายไปแล้ว จึงได้ช่วยกันจัดงานศพให้กับเธอ แต่ระหว่างที่มีการจัดงานกันอยู่นั้น ปรากฏว่าเธอก็เดินกลับเข้ามาที่บ้าน เมื่อชาวบ้านและพ่อแม่ของเธอเห็นว่าเธอเดินมาที่บ้านต่างก็พากันหวาดกลัว เพราะคิดว่าวิญญาณของเธอกลับมาบ้านนั่นเอง

         จนเมื่อเธอยืนยันได้ว่าตัวเองนั้นยังเป็นคน ยังไม่ตาย ทุกคนต่างจึงมารวมกันกันฟังถึงสาเหตุของการหายตัวไปของเธอ ซึ่งเธอได้เล่าว่า หลังจากที่ลงไปตักน้ำ ขณะนั้นปรากฏว่าเธอมองเห็นสัตว์ตัวหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับหมู มันใช้ขาหน้ากวักเรียกเธอ ด้วยความประหลาดใจ เธอจึงได้เดินเข้าไปหามัน และมันก็บอกให้เธอหลับตา มันจะพาเธอไปเที่ยว

       และเมื่อเธอหลับตาและตื่นขึ้นมา เธอก็ลงไปอยู่ที่เมืองใต้บาดาลแล้ว ซึ่งหมูตัวดังกล่าวได้กลายร่างเป็นคน และพาเธอเดินชมทั่วเมืองบาดาล  ซึ่งที่เธอเข้าใจว่าที่นั่นเป็นเมืองบาดาลเพราะว่าเมื่อเธอมองไปบนท้องฟ้า ปรากฏว่าด้านบนนั้นมีสีขุ่นเหมือนสีน้ำโคลน  และคนในเมืองจะมีการแต่งกายเหมือนกันคือ ใส่ชุดสีแดง และมีผ้าโพกหัวสีแดง ซึ่งมีการทำเป็นหงอนเหมือนกับหัวของพญานาค อีกทั้งยังมีคนทักว่าทำไมพามนุษย์ลงมา 

     ชายคนที่พาเธอลงมาเล่าให้ฟังว่า พื้นที่ที่เธอไปนั้นเป็นแค่เมืองหน้าด่านเท่าน้น ส่วนเมืองหลวงของพญานาคยังงอยู่อีกไกล และคนที่นี่จะบำเพ็ญเพียรภาวนากันเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงวันเข้าพรรษาของมนุษย์ และเมื่อเธอเดินเที่ยวเสร็จ ชายคนดังกล่าวก็พาเธอกลับมาส่งตรงที่ตักน้ำและเธอก็เดินกลับมาบ้านนั่นเอง 

    อย่างไรก็ตามหญิงสาวคนดังกล่าวกลับมาอยู่กับครอบครัวของตัวเองได้แค่อาทิตย์เดียวก็เป็นไข้ตาย  ซึ่งเรื่องนี้กลายมาเป็นเรื่องราวของชาวเมืองโพนพิสัย มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า sa

ตำนานแร้งวัดสระเกศ

          เชื่อว่าวัยรุ่นในสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยได้ยินเกี่ยวกับตำนานแร้งวัดสระเกศแล้วเนื่องจากว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่จริงๆแล้วตำนานนี้เคยเกิดขึ้นอยู่จริงและเป็นเรื่องราวที่น่ากลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

              โดยตำนานมีอยู่ว่า ในสมัยอดีตนั้นในพื้นที่วัดสระเกศหรือที่เรารู้จักกันดีในสมัยนี้ว่าวัดภูเขาทอง โดยในอดีตนั้นที่นี่เคยเป็นศูนย์รวมของแร้งนับพันตัวเลยทีเดียว สาเหตุที่มีแร้งมากเลยขนาดนั้นก็เพราะว่าในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 นั้นมีโรคระบาดเกิดขึ้นซึ่งโรคดังกล่าวนั้นก็คือโรคห่าหรือโรคอหิวาตกโรคนั่นเองซึ่งโลกชนิดนี้เป็นโรคติดต่อเมื่อมีคนเป็นแล้วก็จะมีการเป็นติดต่อกันเรื่อยๆจึงทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

                 สำหรับสาเหตุของการระบาดอย่างหนักของคนในสมัยโบราณนั้นก็เพราะว่าชีวิตมีการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองในการดื่มกินดังนั้นเมื่อคนเป็นโรคห่าได้มีการใช้น้ำในแม่น้ำก็จะมีการปล่อยเชื้อหาลงในแม่น้ำและใครก็ตามที่กินน้ำที่มีเชื้อหาก็จะติดไปด้วยทำให้แทบทุกพื้นที่นั้นมีคนเป็นโรคห่าและพากันล้มตายอย่างมากเลยทีเดียวที่สำคัญทางการแพทย์นั้นยังไม่เก่งกาจเท่าในสมัยปัจจุบันทำให้การรักษานั้นเป็นไปได้ 

และแน่นอนว่าเมื่อมีคนตายเป็นจำนวนมากก็จะมีการนำศพไปไว้ที่วัดซึ่งเป็นจำนวนมากถูกนำไปวางไว้ที่วัดสระเกศเพื่อรอการกำจัดศพ สำหรับวิธีการกำจัดศพของคนในสมัยโบราณนั้นจะใช้วิธีการให้แร้งกินศพเนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้นไม่อนุญาตให้มีการเผาศพในเมืองจะต้องมีการนำศพออกไปเผานอกเมืองซึ่งตรงบริเวณที่อยู่ของวัดสระเกศหรือวัดภูเขาทอง

                ในปัจจุบันนี้เป็นจุดที่ใกล้กับประตูทางออกไปนอกเมืองพอดีทำให้ผู้คนต่างขนย้ายศพมาไว้ที่วัดแห่งนี้กันเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าวัดสระเกศนั้นอยู่ใกล้กับประตูผีซึ่งเป็นประตูที่จะเชื่อมต่อออกไปนอกเมือง  และเหตุการณ์ที่มีการระบาดของโรคห่านั้นไม่ได้เกิดเพียงแค่ครั้งเดียวยังมีต่อมาอีก 2-3 ครั้งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5

โดยจำนวนคนที่ล้มตายจากการเป็นโรคห่านั้นมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆและศพก็ถูกนำมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเหมือนเดิมเพราะบางคนต้องการที่จะเผาศพจึงต้องนำศพคนตายนั้นเดินผ่านประตูผีซึ่งอยู่ตรงใกล้กับบริเวณวัดสระเกศแต่บางคนที่ไม่ต้องการเผาศพก็จะต้องนำศพมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเพื่อให้แร้งกิน และนี่เองที่เป็นที่มาของคำว่าแร้งวัดสระเกศ

 

 

สนับสนุนโดย    Sexy Gaming

ประวัติของสิงโตที่ประเทศจีนครั้งแรก

       เชื่อหรือไม่ว่าในอดีตกาลนั้นประเทศจีนไม่มีสัตว์มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนสิงโตหรือจะให้พูดให้ถูกต้องก็คือประเทศจีนไม่เคยมีสิงโตอยู่ในประเทศเลยแต่สิงโตนั้นถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีชาวเอเชียกลางเป็นคนนำสิงโตเข้ามาเพื่อนำมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กลับกษัตริย์ของประเทศจีน

       ซึ่งฮ่องเต้ของจีนนั้นต่างก็หลงใหลความงดงามรูปร่างน่าเกรงขามของสิงโตดังนั้นหลังจากที่พระองค์ได้สิงโตมาไว้ในประเทศจีนแล้วจึงได้มีการให้ทหารนั้นได้มีการสร้างรูปปั้นของสิงโตขึ้นมาโดยการเรียนแบบสิงโตจริงแล้วนำรูปปั้นของสิงโตนั้นมาประดับประดาตามจุดต่างๆภายในพระราชวัง   

        และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจะเห็นได้ว่ารูปปั้นสิงโตจะถูกไว้ตามมุมต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามบริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาราชวังหรือตามความหรือตามวัดวาอารามต่างๆรวมถึงตามข้าวของเครื่องใช้  โดยว่ากันว่าสัญลักษณ์ที่เป็นรูปสิงโตหรือรูปสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง 

        ประวัติเกี่ยวกับการเชิดสิงโตไว้ว่า ได้มีชาวต่างชาตินำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับฮ่องเต้ของประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งแต่การนำงานในครั้งนี้นั้นต้องการเป็นการลองภูมิฮ่องเต้ว่าจะมีความเก่งกล้าสามารถมากแค่ไหนและชาวต่างชาติคนต่างๆนั้นได้มีการพูดคุยกับฮ่องเต้ว่าพระองค์จะมีความสามารถที่จะสามารถควบคุมสิงโตได้หรือไม่ซึ่งถ้าหากว่าฮ่องเต้สามารถทำได้เขาจะยอมส่งสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับประเทศจีนเป็นประจำทุกปี

      ดังนั้นฮ่องเต้จึงได้ทรงรับคำท้า เนื่องจากฮ่องเต้ไม่พอใจที่ชาวต่างชาติดูถูก โดยนัดหมายให้ชาวต่างชาติมาดูผลการควบคุมสิงโตของพระองค์ภายหลังจากที่มีการรับคำท้ากันไปอีก 3 เดือนซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ก็สั่งให้ข้าราชบริพารไปหาคนที่มีความเก่งกล้าสามารถที่จะสามารถฝึกสิงโตให้มีความเชื่องได้  อย่างไรก็ตามปรากฏว่าชายสามคนที่ถูกคัดเลือกมาให้ช่วยฝึกสิงโตนั้นปรากฏว่าได้ทำรุนแรงกับสิงโตสิงโตนั้นเสียชีวิตลง  ซึ่งพวกเขาทั้งสามคนนั้นเกรงว่าฮ่องเต้จะลงโทษ  จึงได้มีการวางแผนการสร้างสิ่งแปลกปลอมขึ้นมาโดยให้คนหนึ่งอยู่หัวคนนึงอยู่ตรงกลางและอีกคนอยู่ท้ายหลังจากนั้นก็มีการเดินไปหาฮ่องเต้ 

          จะได้มีการแสดงให้ฮ่องเต้และชาวต่างชาติที่ทากับฮ่องเต้ได้เห็นว่าสิงโตนั้นมีความเชื่อมากแค่ไหนโดยมีการนำขับมาตีให้เกิดเสียงดังแล้วให้วีสิงโตนั้นเดินตามเสียงปาบพร้อมทั้งมีของเล่นเอาไว้รอบหน้าให้สิงโตตาม  ทำให้ชาวต่างชาตินั้นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ฮ่องเต้สามารถควบคุมสิงโตให้มีความเชื่องได้  เมื่อเฮ้ยชาวต่างชาติอย่างงั้นจึงได้มีการนำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพราะถือว่าตนเองนั้นแพ้พนันกับฮ่องเต้

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่ชาวต่างชาติเดินทางไปแล้วฮ่องเต้เรียกคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนมาเพื่อที่จะให้รางวัลปรากฏว่าคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนนั้นได้สารภาพความจริงกับฮ่องเต้ว่าสิงโตที่เห็นในวันเชิดสิงโตนั้นเป็นการนำหนังของสิงโตมาสร้างชุดสิงโตซึ่งห้องตัวเองก็ไม่ได้ลงโทษทั้ง 3 คนเพราะเห็นว่าสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจีนได้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลการเชิดสิงโตกลึงได้มีการเกิดขึ้นในประเทศจีนเอง

 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

Page 1 of 2

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén