Month: สิงหาคม 2020

ศิลปะที่เกิดขึ้นในยุคหินใหม่

ศิลปะในยุคหินใหม่นั้นเกิดขึ้นหลังจากยุคหินเก่าและยุคหินกลางเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 8,000ปี ก่อนคริสตกาล หือเรียกยุคนั้นว่า New Stone Age / Neolithic มนุษย์ในยุคนี้นั้นเป็นการปรับตัวและมีวิวัฒนการในด้านต่างๆที่สืบทอดมาจากมนุษย์ในยุคหินเก่าและมนุษย์ยุคหินกลาง มนุษย์ในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีการรู้จักการตั้งถิ่นฐานเพื่อเป็นสถานที่ในการอยู่ดำรงอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว

โดยมีการแบ่งแยกออกเป็นแคว้นและดินแดนต่างๆ แต่ละแคว้นและดินแดนต่างๆนั้นก็จะมีการพัฒนาการในเรื่องของที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมต่างๆ 

ในแต่ละดินแดนก็เริ่มมีการแข่งขันในด้านการพัฒนาถิ่นฐานของตัวเองนั้นให้เจริญก้าวหน้าไปในทางที่ดี บางดินแดนบางแคว้นนั้นก็เริ่มมีการสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการนำโลหะ ทองแดง และทองสำริด มาหลอมโดยการใช้ไฟที่มีการใช้กันมาตั้งแต่ในยุคหินกลางแล้ว มีการทำและใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอาวุธเพื่อป้องกันตนเองรวมถึงเครื่องมือเครื่อใช้ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการทำสิ่งต่างๆนั่นเอง

ยุคหินใหม่นั้นถือว่าเป็นช่วงที่มีการพัฒนาด้านศิลปะอย่างเต็มที่จากยุคที่ผ่านมา เพรราะคนในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีจินตนาการและความคิดมากกว่าในยุคก่อนๆ เพราะหลักฐานทางด้านศิลปะที่พบและคาดว่าเกิดในยุคหินใหม่นั้นก็คือเครื่อปั้นดินเผาที่พบเป็นส่วนใหย๋ โดยสิ่งเหล่านี้นั้นมีการสร้างสรรค์ลวดลาบขึ้นมานอกจากจะเป้นการใช้งานเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ในการทำสิ่งต่างๆแล้วคาดว่าการสร้างลวดลายนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสวยงามและอาจจะเป็นสิ่งที่แสดงคามเป็นเจ้าของของสิ่งของชิ้นนั้นก็ได้นั่นเอง โดยลวดลายส่วนใญ่นั้นก็จะเป็นการสร้างลวด่ายที่ง่ายๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปร่างรูปทรงเลขาคณิต ไม่ว่าจะเป็นวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมเป็นต้น 

ผลงานการสร้างสรรค์ในยุคนั้นพบว่าเป็นจิตรกรรมที่มักจะประกฎอยู่ยนผลงานด้านประติมากรรมนั่นเอง และคาดว่าในยุคหินใหม่นั้นเริ่มมีความเชื่อทางด้านวิญาณต่างๆมากขึ้นและหลักฐานที่พบนั้นก็เป็นเครื่องใช้ที่มีลักษณะเป็นถ้วยชามที่ใส่เครื่องประดับต่างๆมีการสร้างลวดลายที่สวยงาม และส่วนมากสถานที่ที่พบเครื่องใช้ประเภทนี้นั้นมักจะถูกพบอยู่ข้างหลุมศพ หรือสถานที่ที่มีการทำพิธีกรรมต่างๆหล่านี้ ทำให้สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนยุคหินใหม่นั้นมีความเชื่อในเรื่องของโลกความเป็นและโลกความตายด้วยนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านี้ ในยุคยุคใหม่นั้นมีการค้นพบการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยลักษณะหินที่เป็นแท่งใหญ่มากมาย ซึ่งการสร้างขึ้นมารนั้นมีการสันนิษฐานว่า การสร้างสถานที่ที่มีลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาก็อาจจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของคนในยุคนั้นหรืออาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลานจัดกิจกกรมของคนในยุคนั้นและจำเป็นต้องมีการสร้างสัญลักษณืในการแสดงขอบเขตและพื้นที่อาศัยของคนแต่ละกลุ่มก็ได้ หรืออาจจะเป็นการสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อมช้เป็นเครื่องมือในทางทดลองหรือพิสูจน์อะไรบางอย่างทางดาราศาสตร์ก็ได้

 

สนับสนุนโดย  เซ๊กซี่บาค่าร่าเกมส์66

ความลับภายใต้ภาพวาดของ Leonardo de vinci 2

ภาพวาดที่สวยงามของจิตรกรที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Leonardo de vinci นั้นก็ถือว่าเป็นภาพวาดที่นอกจากจะมีความสวยงามแล้วที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกนั้นเกิดความสนใจและอยากที่จะชื่นชมภาพวาดเหล่านี้

ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในภาพวาดนั้นก็คือ ความลับภายใต้ภาพวาดของเขานั่นเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาพวาดจากศิลปินจิตรกรต่างๆนั้นล้วนก็เป็นสิ่งที่มีการถ่ายทอดและจินตนาการออกมาจากความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน

แต่สิ่งที่ทำให้ผลงานของดาวินชีนั้นประสบความำเร็จและเป็นที่รู้จักทั่วโลกได้นั้นก็เพราะความน่าสนใจในภาพวาดนั่นเองซึ่งจะมีความแตกต่างจากการวาดภาพและจินตนาการทั่วไปของศิลปินหรือบางครั้งสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่จินตนาการที่ดาวินชีนี้ได้จินตนาการขึ้นมาจริงๆเพียงเท่านั้น

แต่อย่างไรภาพวาดของดาวินชีก็ถือว่าเป็นภาพวาดที่มองยังไงก็ดูจะมีความลับซ่อนอยู่ในภาพวาดอย่างแน่นอน มาดูกันว่าความลับที่น่าสนใจในภาพวาดของดาวินชีนั้นมีอะไรบ้าง

ดาวินชีสามารถสร้างชื่อเสียงจากการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะไปทั่วโลกและผลงานของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบันด้วย ผลงานที่ยังคงถูกพูดถึงอย่าง The Last Supper เป็นภาพวาดที่มีการสร้างสรรค์ที่สวยงามกับอาหารมื้อสุดท้ายที่พระเยซูนั้น

ได้มีการร่วมโต๊ะอาหารกับสาวกของพระองค์เป็นอาหารมื้อสุดท้าก่อนที่พระองค์นั้นจะถูกตึงกางเขนนั้นก็ซ่อนเร้นไป้วยความลับมากมายและความลับที่ถูกพูดถึงอย่างมากนั้นก็คือ ขวดเกลือที่คว่ำอยู่ในมือของจูดาส

โดยดาวินชีนั้นอาจจะอยากสื่อถึงขวดเกลือที่มีการไหลออกมาและเปรียบเสมือนปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตและในภาพนี้นั้นเป็นภาพกับตอนที่พระเยซูนั้นได้ตรัสว่ามีบุคคลหนึ่งที่อยู่ในที่นี้ได้ทรยศต่อพระองค์นั่นเอง  ซึ่งก็เป็นภาพสวยงามและแฝงไปด้วยความหมายควาบลับของสิ่งเหล่านี้ด้วย

อีกหนึ่งภาพที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ดดยภาพวาดนี้นั้นเป็นภาพวาดของ อิซเบลลา เดสเต ผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นผลงานที่เพิ่มถูกค้นพบได้ไม่นานซึ่งก็เป็นผลงานที่มีการสร้างสรรค์จากดาวินชีนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้มีการทราบอย่างแน่ชัด

แต่จากการวิเคราะหืและตรวจสอบจากนักวิทยาศาสตร์นั้นได้มีการค้นพบว่าเม็ดสีที่ใช้ในการวาดภาพนั้นเป็นเม็ดสีชนิดเดียวกันกับภาพวาดชื่อดังอย่างโมนาลิซ่านั่นเองและด้วยภาพวาดที่เป็นผู้หญิงทำให้การวาดนั้นมีรอยยอ้มบนใบหน้าที่คล้ายกันอย่างมากด้วย จึงทำให้หลายฝ่ายตัดสินว่าภาพวาดนี้นั้นเป็นฝีมือของดาวินชีนั่นเอง

ซึ่งภาพวาดนั้นก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าวาดขึ้นมาเพื่ออะไร แต่จากการวิเคราะห์ก็คิดว่าการวาดภาพนี้นั้นเป็นเพียงการวาดภาพเหมือนเท่านั้นเอง อาจจะไม่ได้มีความหมายหรือสิ่งที่ซ่อนเร้นมากมายซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือภาพวาดเป็นภาพลักษณะเดียวกันกับภาพวาดของโมนาลิซ่านั่นเอง และยังมีเวอร์ชั่นสองของอิซาเบลลา เดสเตด้วย

และมีการนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบด้วยการแสกนภาพก็ทำให้พบว่า ภาพนี้นั้นถูกวาดเป็นสองเวอร์ชั่นบนพื้นผ้าใบเดียวกันนั่นเอง ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความน่าสนใจและทำให้ผลงานชิ้นนี้เป็นที่รู้สึกมากขึ้นภายใต้การสร้างสรรค์ของ Leonardo de vinci ด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

ผลงานทางด้านศิลปะของชาวอัสซีเรีย

อัสซีเรียได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมและงานศิลป์มาจากสุเมเรีย เหมือนกันกับบาบิโลเนีย ด้วยเหตุนั้น ศิลปกรรมของอาณาจักรกลุ่มนี้จึงมีลักษณะคล้ายกัน 

ชนเผ่าอัสซีเรียมีนิสัยที่โหดร้าย ตรงกันข้ามกับชาวบาบิโลเนียมีนิสัยที่สุภาพแล้วก็อ่อนน้อมถ่อมตน แม้กระนั้นเป็นสิ่งน่าประหลาดมากมายที่ชาวอัสซีเรียกลายเป็นพวกที่มีอารยธรรมสูงไม่แพ้ชาวเมโสโปเตเมีย 

ผลงานที่สำคัญ แผ่นจารึก ที่นักโบราณคดีได้ศึกษาค้นพบนั้นชี้ให้เห็นว่าชนกลุ่มนี้มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการแต่งคำโคลง เขียนตำนานต่างๆ โดยจารึกเป็นอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เก็บเอาไว้ในสถานที่ที่พวกเราบางทีอาจจะพูดได้ว่าเป็นห้องหนังสือ การเขียนหนังสือของกลุ่มคนเหล่านี้ใช้แนวทางเดียวกับชาวสุเมเรียและก็ชาวบาบิโลเนีย 

โดยใช้เหล็กจารลงบนดินเหนียวแล้วก็ค่อยนำไปเผาไฟ กลายเป็นแผ่นจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์มอย่างที่พบเห็นทุกวันนี้ เรื่องราวที่มักจะจากรึกลงไปนอกเหนือจากที่จะเป็นบันทึกในทางประวัติศาสตร์ ตำนาน คำโคลงแล้ว 

บางชิ้นยังมีลักษณะเป็นจดหมายที่ส่งถึงกันอีกด้วย เนื่องจากแผ่นจารึกที่เป็นจดหมายกลุ่มนี้จะถูกเก็บไว้ภายในดินเผา ซึ่งเปรียบสเมือนเป็นซองสำหรับใส่จดหมายเวลาเขย่าจะมีเสียงดัง ด้วยเหตุดังกล่าว เวลาจะอ่านจดหมายพวกนี้ควรต้องตีส่วนนอกก่อน แล้วจึงจะเจอตัวจดหมาย

ด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุดและก็แสดงให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอัสซีเรีย สามารถมองได้จากวังของพระผู้เป็นเจ้านามว่า ซาร์กอน  (Sargon) ที่คอร์ซาบัด (Khorsabas) วังนี้สร้างโดยการก่อเป็นกำแพงสูงทึบเป็นชั้นๆ ขึ้นไป นักโบราณคดีจำนวนมากคาดการณ์ว่าการที่ก่อสร้างอาคารสูงเป็นชั้นๆ

โดยมีวังอยู่ข้างบน ผู้คนในยุคคงมีความคิดเพื่อที่จะให้พ้นจากภัยน้ำหลากครั้งใหญ่ ถึงตัวตึกจะสูง การเดินทางขึ้นลงสามารถเดินเท้าได้โดยทางบันได และสามารถขี่รถม้า (Chariot) ขึ้นไปได้ โดยอาศัยทางลาดสำหรับตัวพระราชวังก่อด้วยก้อนอิฐ และฉาบขึ้นเงาทำให้ตัวของวังเงาเป็นมันสวยงาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูปากทางเข้าจะมีซิกกูรัตอยู่ที่กำแพงที่ปฏิบัติหน้าที่ค้ำตัวตึก แล้วก็บรรดาป้อมค่ายต่างๆ พวกนี้ ล้วนมีทรงเรขาคณิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนโค้งถือว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างวัง 

พวกอัสซีเรีย สามารถสร้างให้ส่วนโค้งกับตัวตึกอื่นๆ มีความกลมกลืนรวมทั้งเกี่ยวข้องกันได้ จากหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ขุดเจอในวังคอร์ซาบัด (Khorsabad) ซึ่งบอกให้เห็นถึงการนำเอาส่วนโค้งเข้ามาใช้เป็นซากของท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ แล้วก็องค์ประกอบอื่นๆ

ที่เจอนั้นเป็นรูปครึ่งวงกลม การที่ชาวอัสซีเรียได้นำเอาลักษณะโค้งเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมนี้เอง ทำให้นักโบราณคดีโดยมากมั่นใจว่าศิลปกรรมของเมโสโปเตเมีย เป็นหลักฐานทางศิลปกรรมของพวกอียิปต์ รวมทั้งยุโรปในยุคถัดมา



ชาวอัสซีเรียมีการแกะภาพนูนต่ำ ( base relief ) เป็นมรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญ โดยพวกเขาเน้นผลงานที่แสดงภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวอัสซีเรีย ตัวอย่างเช่น  การทำสงคราม 



หอสมุดนิเนเวห์ สถาปัตยกรรมที่โด่งดัง มีการเก็บรวบรวมงานด้านการเขียนที่เป็นแผ่นจารึกต่างๆ ไว้ถึง 22,000 แผ่น นับเป็นหอสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุคนั้น 

ชาวอัสซีเรียได้ตั้งจักรวรรดิตนขึ้น เมื่อราวๆ 1,300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีการปกครองโดยทหาร ทำให้ผลงานศิลปะในสมัยนั้นจะค่อนข้างเป็นไปในแนวทางที่ดุดัน อย่างเช่น การแกะสลักเรื่องราวในสงคราม นอกจากนี้ชาวอัสซีเรียยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ประตูโค้ง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น

 

สนับสนุนโดย   เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén