Month: ตุลาคม 2020

ตำนานกุมารทองพลาย

 หากพูดถึงกุมารทองแล้วแล้วก็หลายคนคงนึกถึงภาพรูปปั้นของเด็กเล็กๆอายุประมาณ 3-4 ขวบซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเด็กผู้ชายลักษณะการแต่งกายก็จะเป็นเหมือนเด็กในสมัยโบราณที่ผูกจุกไว้ด้านบนอีกทั้งยังไม่สวมใส่เสื้อนุ่งเพียงแค่โจงกระเบนเท่านั้นซึ่งกุมารทองที่เราเห็นในปัจจุบันนี้จะมี 2 ลักษณะซึ่งเป็นกุมารทองทั่วๆไปที่มีการปิดทองเอาไว้เป็นลักษณะของการปลุกเสกขึ้นมา

เพื่อให้ประชาชนนั้นได้เลี้ยงเอาไว้ขอพรแล้วให้ช่วยปกปักรักษาบ้านเรือนของตนเองส่วนอีกแบบหนึ่งก็คือกุมารทองพรายกุมารทองชนิดนี้จะเป็นกุมารทองที่ปลุกเสกเอาไว้ให้ช่วยเกี่ยวกับเรื่องของโชคลาภเงินทองต่างๆโดยวิธีการปลุกเสกกุมารทองพรายนั้นมักจะรีบทำด้วยวิธีกรรมก็คือการสร้างรูปปั้นกุมารทองขึ้น

มาก่อนหลังจากนั้นก็ไปเรียกดวงวิญญาณของเด็กที่ตายแบบผิดธรรมชาติเช่นเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตวิญญาณยังไม่ถึงที่ตายแต่ต้องมาตายเสียก่อนจึงยังมีวิญญาณยังไม่ไปไหนยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ทางด้านผู้มีวิชาอาคมจึงได้ทำการเรียกวิญญาณของเด็กน้อยเหล่านี้

มาเก็บไว้ในรูปปั้นของกุมารที่มีการสร้างขึ้นเรียกว่ากุมารพรายนั่นเองและหากใครก็ตามที่มีการเลี้ยงดูกุมารพรายจะต้องมีการตั้งชื่อให้กับกุมารพรายของตนเองพร้อมกับเรียกชื่อของกุมารพรายบ่อยๆวิธีการดูแลกุมารพรายเพื่อให้กุมารพรายคอยช่วยเหลือนั้น

ทำได้ด้วยการหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กุมารพรายอย่างสม่ำเสมอซื้อของกินรวมถึงของใช้และตุ๊กตาให้เล่นบ่อยๆเลี้ยงดูเหมือนกับเลี้ยงดูลูกของตนเองไม่ว่าเราจะขออะไรกุมารพรายก็จะคอยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอส่วนใหญ่แล้วกลุ่มคนที่เลี้ยงกุมารพรายนั้น

มักจะเป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าที่มักอยากจะให้กุมารพรายนั้นไปคอยช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้านนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามยังมีคำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเลี้ยงกุมารพรายด้วยว่าหากใครที่เลี้ยงกุมารพรายแล้วขอให้กุมารพรายช่วยเหลือแล้วได้สมหวังเรียบร้อยแล้วและไม่ยอมซื้อของมาให้เพื่อเป็นการขอบคุณที่กุมารพรายช่วยเหลือ

พวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะโทรกุมารพรายกันแกล้งด้วยการเกิดแต่เรื่องสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิต และกุมารทองพรายมักจะออกมาให้คนในบ้านเห็นจนกว่าจะมีการแก้บนในสิ่งที่ขอเอาไว้แต่ถ้าหากใครที่ไม่คิดอยากจะเลี้ยงกุมารทองพรายแล้ววิธีการแก้นั้นก็คือต้องยกกุมารทองพรายให้กับคนอื่นไปเลี้ยงแทนซึ่งก็ต้องกำชับคนที่นำไปเลี้ยงต่อด้วยว่าให้ดูแลกุมารทองพรายให้เป็นอย่างดีจะได้ ได้รับความช่วยเหลือจากกุมารทองในทางที่ดีนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่เกม บาคาร่า

ตำนาน ถ้ำพิณดายา   

          ถ้ำพินดายาเป็นถ้ำที่อยู่ในประเทศพม่าซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากด้วยถ้ำแห่งนี้มีความสวยงามและแปลกแตกต่างจากท่านอื่นๆเนื่องจากในถ้ำแห่งนี้นั้นจะมีพระพุทธรูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่อยู่มากมายเต็มไปหมดซึ่งปัจจุบันนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและมีการนับจำนวนพระพุทธรูปได้ทั้งหมด 8,000 รูปแล้วโดยพระพุทธรูปเหล่านี้เกิดขึ้น

มาจากในสมัยก่อนนั้นตรงบริเวณถ้ำพินดายาแห่งนี้เป็นทางผ่านของพ่อค้าที่จะต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างเมืองและเมื่อเดินทางมาถึงที่ถ้ำแห่งนี้เก่าพ่อค้าก็มักจะแวะมาพักระหว่างการเดินทางซึ่งภายในถ้ำจะมีพระพุทธรูปอยู่ทำให้พ่อค้าทั้งหลายที่นำสินค้าไปขายต่างก็เข้ามากราบไหว้พระพุทธรูปในถ้ำแห่งนี้พร้อมกันนั้น

ก็ได้มีการนำพระพุทธรูปที่ตนเองพกติดตัวมาด้วยได้มาเก็บรักษาไว้ที่นี่ด้วยเพื่อเป็นเหมือนการนำพระพุทธรูปมาบูชาไว้ในถ้ำแห่งนี้นับจากนั้นเรื่อยมาเมื่อใครผ่านไปผ่านมาก็มักจะนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ภายในถ้ำทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้จะเห็นว่ามีพระพุทธรูปสีเหลืองทองอร่ามมากมายหลายรูปเลยทีเดียวนอกจากนี้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ยังมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับถ้ำแห่งนี้ด้วย

เนื่องจากถ้านักท่องเที่ยวไปเห็นภายในถ้ำได้เห็นว่าตรงบริเวณปากถ้ำนั้นจะมีรูปปั้นของแมงมุมขนาดใหญ่อยู่ซึ่งเรียกว่าแมงมุมยักษ์ตามตำนานบอกว่าก่อนหน้านี้ได้มีนางฟ้าทั้งหมด 7 องค์ลงมาเล่นน้ำที่โลกมนุษย์หลังจากนั้นนางฟ้าทั้ง 7 องค์เกิดถูกแมงมุมยักษ์กับตัวมาแล้วนำมาขังไว้ที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้

ซึ่งแมงมุมนั้นได้จับนางฟ้ากินทีละองค์ทีละองค์จนเกือบจะหมดจนมาถึงนางฟ้าองค์สุดท้ายซึ่งกำลังจะถูกแบ่งมุมยักษ์จับกินเธอได้ร้องเสียงดังโวยวายให้คนช่วยบังเอิญว่าขนาดนั้นมีเจ้าชายเดินทางผ่านมาตรงบริเวณหน้าถ้ำพอดีจึงได้ยินเสียงหญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือเจ้าชายจึงได้เข้าไปและเห็นว่ามีแมงมุมยักษ์กำลังจะจับผู้หญิงกินเป็นอาหารเจ้าชายจึงได้ให้ความช่วยเหลือเมื่อเจ้าชายสังหารแมงมุมยักษ์ตายเสร็จแล้ว

จึงได้มีการสอบถามเจ้าหญิงจึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วเจ้าหญิงองค์นั้นเป็นนางฟ้าที่ถูกแมงมุมยักษ์กลับมาด้วยความที่ได้ช่วยเหลือกันทำให้เจ้าชายและนางฟ้าตกหลุมรักซึ่งกันและกันและทั้งสองคนก็แต่งงานกันคลองคู่การปกครองเมืองแห่งนี้ที่เรียกว่าเมืองพินดายานั่นเองและซากแมงมุมยักษ์ก็กลายเป็นหินอยู่ที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำพินดายาซึ่งทุกวันนี้ถ้าหากใครไปเที่ยวที่ถ้ำพินดายาแห่งนี้ก็จะยังคงเห็นซากแมงมุมยักษ์ผิดถูกปั้นเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่เอาไว้ที่หน้าบริเวณถ้ำเพื่อเป็นอนุสรณ์ของตำนานเรื่องนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่ายังไงให้ได้เงิน

กำเนิดแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ

              หากพูดถึงเรื่องของตำนานทุกประเทศย่อมมีตำนานเล่าขาน ความเป็นมาของประเทศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือประเทศอื่นต่างก็มีตำนานเล่าเรื่องเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานเกี่ยวกับประเทศ ประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีหลักฐานประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศใดในโบกนี้เลย นั่นก็คือประเทศอียิปต์นั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันประเทศอียิปต์ถึงจะเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย แต่ก็มีความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก หลายคนเคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอียิปต์กันมาแล้ว โดยไปดูซากอารยธรรมโบราณ อย่างเช่น สุสานของฟาโรห์ หรือแม้แต่พีระมิดซึ่งเป็นที่เก็บสุสาน และแหล่งทอ่งเที่ยวปัจจุบันของอียิปต์ก็ยังคงมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายที่ที่น่าสนใจไปเยี่ยมชม อย่างเช่น การล่องเรือกลางแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนอียิปต์เลยก็ว่าได้ 

  สำหรับต้นกำเนิดของอียิปต์นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งการเกิดนั้นมีต้นกำเนิดมามากกว่า 2000 ปีมาแล้วโดยต้นกำเนิดของอียิปต์โบราณนั้นเกิดขึ้นมาจากราชาแมงป่อง ซึ่ง พระองค์เป็นผู้ปกครองนครทิตซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งแม่น้ำไนล์ พระองค์นั้นชอบล่าอาณานิคมได้มีการทำสงครามกับหลายเมือง

และพระองค์ยังได้ตั้งตนเป็นราชาของอียิปต์ตอนบน ซึ่งราชาแมงป่องนั้นต้องการที่จะร่วมอียิปต์ไม่ว่าจะเป็นทั้งตอนบนตอนกลางและตอนใต้ไว้ด้วยกันทั้งหมดแต่พระองค์ยังไม่สามารถทำได้ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนซึ่งต่อมาก็มีลูกชายของพระองค์นั้น

ได้เป็นผู้สานต่อความตั้งใจของราชา แมงป่องโดยได้มีการเคลื่อนทัพไปต่อสู้กับเมืองอียิปต์ทางใต้ ซึ่งพระองค์ก็ดำได้สำเร็จลงได้เป็นผู้ที่รวบรวมอียิปต์ทางตอนเหนือตอนใต้และต่างๆเข้าด้วยกันได้สำเร็จและมีการแต่งตั้งให้พระองค์นั้นเป็นฟาโรห์องค์แรกของประเทศ อียิปต์นั่นเองซึ่งนามของพระองค์นั้นชื่อว่าฟาโรห์เมเนส ซึ่งมีการตั้งเมืองหลวงชื่อว่าเมืองหลวงเมมฟิสอารมณ์ตั้งอยู่ทางตอนกลางของแม่น้ำไนล์ ชาวเมืองต่างให้ความเคารพนับถือฟาโรห์เมเนสกันเป็นอย่างมาก

โดยเชื่อว่าพระองค์นั้นเป็นร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาช่วยกันปกครองโลกมนุษย์ ซึ่งนับตั้งแต่พระองค์ได้มีการขึ้นของราชก็ดูแลราษฎรด้วยดีเสมอมาทำให้หน้าตั้งนานนานเป็นต้นมาอียิปต์จึงมีฟาโรห์ปกครองต่อเนื่องยาวนานมาอีกหลายพระองค์ซึ่งแต่ละพระองค์นั้นก็เป็นที่รักของชาวเมืองอียิปต์เป็นอย่างมากนั่นเอง

ซึ่งเราจะเห็นได้จากซากอารยธรรมต่างๆที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า สุสานของฟาโรห์ซึ่งมีนักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟาโรห์หลายต่อหลายพระองค์เลยทีเดียว

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

ประวัติของสืบนาคะเสถียร

         สำหรับเรื่องราวของชายที่ชื่อว่าสืบนาคะเสถียรนั้นเขาเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุค 90 โดยในครั้งนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผู้มีอิทธิพลมักจะลักลอบเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าและสืบนาคะเสถียรเองก็เป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่ดูแลป่าไม้ในอุทยานแห่งหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลรักษาป่าไม้พร้อมกับดูแลสัตว์ป่าที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติและชายที่ชื่อว่าสืบนาคะเสถียรนี้

เป็นชายที่รักในอุดมการณ์ของตนเองรักในอาชีพของตนเองปฏิบัติตัวอย่างดีออกลาดตระเวนในทุกๆวันเพื่อไม่ให้ใครหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ในพื้นที่ที่เขาดูแลและปกครองอยู่ซึ่งการปฏิบัติงานอย่างเที่ยงตรงของเขานี่เองสร้างความขัดใจและไปขัดผลประโยชน์ให้แก่ทุกคนมากมายหลายกลุ่มจนในที่สุดแล้วชีวิตของสืบนาคะเสถียรก็ต้องจบลงจากการที่เขานั้นถูกลอบฆ่าเหตุเพราะว่าเขาเข้าไปขัดขวางผู้มีอิทธิพลกลุ่มหนึ่งที่กำลังต้องการที่จะเข้ามาตัดไม้

        สำหรับความดีของสืบนาคะเสถียรนั้น แต่เดิมเขาเป็นนักวิชาการแต่ด้วยการที่เขานั้นรักธรรมชาติรักต้นไม้และสัตว์ป่าเขาจึงได้เปลี่ยนตนเองหลักการที่เป็นนักวิชาการมาเป็นนักอนุรักษ์และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ดูแลเฉพาะสัตว์ป่าและต้นไม้ในพื้นที่เขาดูแลเท่านั้นเขายังออกมาเป็นหัวหน้าเกี่ยวกับเรื่องของการต่อต้านการคัดค้านการสร้างเขื่อน เฉพาะเขื่อนที่บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร

ซึ่งในขณะนั้นมีการออกมาพูดถึงการกระทำเขื่อนแถวจังหวัดกาญจนบุรีแต่ทางด้านสืบนาคะเสถียรเองก็ออกมาต่อต้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรุนแรงมากและจากการต่อต้านนี้เองที่ทำให้ในที่สุดแล้วการสร้างเขื่อนที่จังหวัดกาญจนบุรีก็ถูกระงับล้มเลิกไม่ต้องสร้างและสิ่งที่ทำให้สืบนาคะเสถียรต้องเสียชีวิตลงเพราะว่าเขาได้ไปทำงานที่ห้วยขาแข้ง

ซึ่งที่นี่มีกลุ่มนายทุนที่มีผู้อิทธิพลกำลังตัดไม้ทำลายป่าและยังมีพวกข้าราชการหลายคนที่ทุจริตซึ่งสืบรู้เรื่องนี้เข้าก็เข้ามาต่อต้าน โดยสืบนาคะเสถียรพยายามที่จะเข้าหาชาวบ้านและช่วยสอนให้ชาวบ้านรู้ถึงประโยชน์ของป่าไม้และสัตว์ป่าแต่ในครั้งนั้นไม่มีใครสนใจที่จะร่วมมือในการพัฒนาป่าไม้ของสืบเลยเพราะทุกคนกลัวกลุ่มผู้มีอิทธิพลซึ่งสุดท้ายแล้วในที่สุดสืบนาคะเสถียรก็จบชีวิตตนเอง

โดยเขาใช้ปืนยิงตนเองตายอยู่ในป่าซึ่งวันที่เขาตายนั้นตรงกับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 และนับตั้งแต่สืบนาคะเสถียรเสียชีวิตลงก็ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจการอนุรักษ์ป่าไม้และการอนุรักษ์สัตว์ป่ากันมากขึ้น

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ๊กซี่บาคาร่าเกมส์66

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén