เดือน: มีนาคม 2021

คุณเข้าใจคำว่าวัฒนธรรมหรือไม่ว่าคืออะไร

         เราเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเมื่อเรามีการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรมไทยนั้นเรามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าวัฒนธรรมไทยนั้นคืออะไรทำไมถึงยังต้องคงพูดถึงกันและอนุรักษ์กันไว้อย่างไรมาและมีอะไรบ้างที่เป็นวัฒนธรรมของไทยเราหากมีการเปิดหาข้อมูลผ่านทางพจนานุกรมแล้วก็ความหมายของวัฒนธรรมนั้นน่าจะหมายถึงการที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้สิ่งต่างๆเหล่านั้นบ่งบอกถึงความเจริญของวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้นๆ

ซึ่งวัฒนธรรมนั้นได้มีการส่งต่อกันเรื่อยมาจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งจากคนในอดีตส่งต่อมาจนถึงคนปัจจุบันแต่วัฒนธรรมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้ด้วยที่สำคัญคนในปัจจุบันสามารถที่จะศึกษาหาความรู้วัฒนธรรมของคนในสมัยโบราณกันว่ามีวัฒนธรรมความเป็นมาอย่างไรและสามารถนำประยุกต์ใช้ในปัจจุบันได้อย่างไร

เรียกได้ว่าวัฒนธรรมนั้นคือมรดกที่ปู่ย่าตายายของเรานั้นส่งต่อมาให้กับรุ่นเราหรือรุ่นลูกหลานของเราเป็นสิ่งที่ทำกันร่วมกันในสังคมไม่ใช่คนใดคนหนึ่งที่จะทำได้เพียงเท่านั้นซึ่งวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ในประเทศไทยนั้นก็จะมีตั้งแต่วัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องของภาษาโดยภาษาที่เราพูดถึงนั้นในประเทศไทยมีภาษาถิ่น 4 ภาคด้วยกัน

ยึดตามภาคของประเทศไทยที่มีทั้ง 4 ภาคและก็คือมีตั้งแต่ภาคเหนือและมีภาคกลางมีค่าอีสานและมีภาคใต้ซึ่งแต่ละภาคก็จะมีภาษาเป็นของตนเองนั่นคือวัฒนธรรมด้านภาษาในขณะเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องของอาหารการกินก็มีวัฒนธรรมของแต่ละภาคเช่นเดียวกันเพราะแต่ละภาคจะมีการปรุงอาหารที่รสชาติแตกต่างกันออกไปมีวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงที่ไม่เหมือนกันรสชาติความต้องการในการกินอาหารหรือพืชผักบางชนิดที่มีไม่เหมือนกันดังนั้นอาหารจึงเปรียบได้

เป็นวัฒนธรรมของแต่ละภาคได้เช่นเดียวกันที่สำคัญเรื่องของการแต่งกายนั้นก็สามารถเป็นวัฒนธรรมของแต่ละภาคได้เพราะแต่ละจังหวัดในแต่ละภาคนั้นก็จะมีการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกันเราจึงสามารถพูดได้ว่าวัฒนธรรมนั้นคือการที่ยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นหมู่คณะที่ทำร่วมกันและในปัจจุบันนั้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมีเรื่องของการพูดคุยภาษาเราจะมีเป็นภาษากลางที่เป็นภาษา

สำหรับเอาไว้สื่อสารกันโดยเฉพาะทำให้คนในแต่ละภาคนั้นสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจและลงตัวและปัจจุบันในเรื่องของการแต่งกายก็มีการปรับเปลี่ยนจากการแต่งกายของแต่ละภาคมาเป็นการแต่งกายแบบสากลทำให้คนทั้งประเทศนั้นมีลักษณะการแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน

แต่วัฒนธรรมเรื่องของการแต่งกายหรืออาหารหรือแม้แต่ภาษาการพูดคุยนั้นก็ยังคงมีการอนุรักษ์ไว้ถึงแม้จะไม่ค่อยเอาออกมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันก็ตามแต่ก็ยังคงให้ลูกหลานศึกษาวัฒนธรรมความเป็นมาอยู่เพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยนั้นของเรามีวัฒนธรรมที่ดีขนาดไหน

 

สนับสนุนโดย.  gclub casinoทดลองเล่น

ประวัติตุ๊กตาคิคุโกะ

           ตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเป็นตุ๊กตาที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและปัจจุบันนี้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่และยังอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกนำไปไว้ที่วัดมันเนน  โดยเรื่องราวของตุ๊กตาคิคุโกะนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดฮอกไกโดโดยอยู่ที่หมู่บ้าน คุริซาว่า  ซึ่งต้นกำเนิดของตุ๊กตาคิคุโกะนั้น เกิดมาจากสามีภรรยาคู่หนึ่งเขาทั้งคู่นั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง

ซึ่งอยู่ในวัยกำลังน่ารักเขาทั้งคู่ได้มีการซื้อตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวหนึ่งให้กับลูกสาวเอาไว้เล่นซึ่งลูกสาวของเขานั้นรักตุ๊กตาตัวนี้มากได้มีการตั้งชื่อตุ๊กตาตัวนี้เอาไว้ว่าตุ๊กตาคิคุโกะ โดยเด็กหญิงนั้นมักจะเล่นกับตุ๊กตาตัวนี้ทุกวันซึ่งจะเล่นเหมือนกันเป็นพี่เป็นน้องกันโดยเธอจะต้องมีการป้อนข้าวให้ตุ๊กตาอาบน้ำให้ตุ๊กตาอีกทั้งยังนำตุ๊กตามานอนกอดทุกคืนอีกด้วย

เด็กหญิงรักตุ๊กตาตัวนี้มากซึ่งหลังจากที่ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาไม่นานเด็กหญิงซึ่งมีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็เกิดเสียชีวิตลงพ่อแม่ของเด็กหญิงนั้นด้วยความรักลูกสาวเมื่อนำร่างของลูกสาวไปทำพิธีฝังศพที่วัดมันเนน แล้วจึงได้นำตุ๊กตาที่ลูกสาวรักไปวางไว้ตรงบริเวณหลุมศพของลูกสาวด้วยแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาและเป็นสิ่งที่อัศจรรย์จนถูกนำมาเล่าลือกันว่าตุ๊กตาตัว

ดังกล่าวนั้นเป็นตุ๊กตาผีสิงก็เพราะว่าหลังจากที่พ่อแม่ของเด็กหญิงนำตุ๊กตาไปวางไว้ที่หลุมฝังศพของลูกสาวของตนเองแล้วเมื่อเวลาผ่านไปผมของตุ๊กตากับยาวขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่ายาวได้อย่างไร และถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วแต่ตุ๊กตาตัวดังกล่าวก็ยังคงวางไว้ที่หลุมฝังศพและผมก็ยังยาวขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดชาวบ้านและพระในวัดดังกล่าวต่างก็พากันทำพิธีให้ตุ๊กตาตัวดังกล่าวโดยจะยึดถือเอาวันที่ 21 ของทุกปีในเดือนมีนาคมทำพิธีตัดผมให้กับตุ๊กตารวมถึงเมื่อตัดผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็จะมีการแต่งตัวให้กับ ตุ๊กตาคิคุโกะใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการเปลี่ยนชุดกิโมโนให้ใหม่ในทุกๆปีดังนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของตุ๊กตาคิคุโกะ จึงมีการเราขานกันไปทั่วโดยมองว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นคือตุ๊กตาผีสิงซึ่งวิญญาณของเด็กน้อยนั้นได้อาศัยอยู่ในร่างของตุ๊กตานั่นเองปัจจุบันนี้ถ้าหากใครอยากจะเห็นตุ๊กตาโดยดังกล่าวก็ยังสามารถที่จะเดินทางไปชมได้ที่หมู่บ้านคุริซาว่า โดยอยู่ในวัด ม้นเนน เหมือนเดิม และยังไปร่วมกิจกรรมพิธีการตัดผมให้กับตุ๊กตาได้ด้วยนะคะ

 

สนับสนุนโดย.  คาสิโน ปอยเปต

นิทานปรัมปราของไทยเกี่ยวกับตำนานความเชื่อเรื่องของพญานาค

       ที่จังหวัดหนองคายอำเภอโพนพิสัยได้มีนิทานปรัมปราเกี่ยวกับพญานาคเล่าสู่ลูกหลานให้ฟังจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งคนในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเรื่องเล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงกับหญิงสาวคนหนึ่ง

     โดยเรื่องราวนั้นมีการเล่าขานถึงเมืองโพนพิสัยว่าในสมัยก่อนนั้นเมื่อพระพิศาลนั้นนับได้ว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงซึ่งทุกปีในช่วงเวลาหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำโขงจะลดลงและจะมีสันทรายขึ้นมากลางแม่น้ำและบริเวณสันทรายนั้นเองก็จะมีน้ำผุดขึ้นมาซึ่งน้ำนี้ชาวบ้านจะพากันมาตัดเพื่อไปใช้ดื่มกินกัน

        อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งได้หาบกระป๋องน้ำมาตรงบริเวณสันทรายดังกล่าว เพื่อมาตักน้ำไปไว้กิน แต่ปรากฎว่าเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าวลงมาที่สันทรายนั้นแล้ว ก็ไม่กลับขึ้นไปอีกเลย ทางด้านญาติพี่น้องของเธอรวมถึงพ่อแม่ และชาวบ้านต่างก็พากันออกตามหาตัวเธอกันอยู่นานหลายวัน 

          จนในที่สุด เมื่อเห็นว่าผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่ได้ข่าวคราวของเธอ พ่อกับแม่จึงคิดว่า เธอน่าจะตายไปแล้ว จึงได้ช่วยกันจัดงานศพให้กับเธอ แต่ระหว่างที่มีการจัดงานกันอยู่นั้น ปรากฏว่าเธอก็เดินกลับเข้ามาที่บ้าน เมื่อชาวบ้านและพ่อแม่ของเธอเห็นว่าเธอเดินมาที่บ้านต่างก็พากันหวาดกลัว เพราะคิดว่าวิญญาณของเธอกลับมาบ้านนั่นเอง

         จนเมื่อเธอยืนยันได้ว่าตัวเองนั้นยังเป็นคน ยังไม่ตาย ทุกคนต่างจึงมารวมกันกันฟังถึงสาเหตุของการหายตัวไปของเธอ ซึ่งเธอได้เล่าว่า หลังจากที่ลงไปตักน้ำ ขณะนั้นปรากฏว่าเธอมองเห็นสัตว์ตัวหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับหมู มันใช้ขาหน้ากวักเรียกเธอ ด้วยความประหลาดใจ เธอจึงได้เดินเข้าไปหามัน และมันก็บอกให้เธอหลับตา มันจะพาเธอไปเที่ยว

       และเมื่อเธอหลับตาและตื่นขึ้นมา เธอก็ลงไปอยู่ที่เมืองใต้บาดาลแล้ว ซึ่งหมูตัวดังกล่าวได้กลายร่างเป็นคน และพาเธอเดินชมทั่วเมืองบาดาล  ซึ่งที่เธอเข้าใจว่าที่นั่นเป็นเมืองบาดาลเพราะว่าเมื่อเธอมองไปบนท้องฟ้า ปรากฏว่าด้านบนนั้นมีสีขุ่นเหมือนสีน้ำโคลน  และคนในเมืองจะมีการแต่งกายเหมือนกันคือ ใส่ชุดสีแดง และมีผ้าโพกหัวสีแดง ซึ่งมีการทำเป็นหงอนเหมือนกับหัวของพญานาค อีกทั้งยังมีคนทักว่าทำไมพามนุษย์ลงมา 

     ชายคนที่พาเธอลงมาเล่าให้ฟังว่า พื้นที่ที่เธอไปนั้นเป็นแค่เมืองหน้าด่านเท่าน้น ส่วนเมืองหลวงของพญานาคยังงอยู่อีกไกล และคนที่นี่จะบำเพ็ญเพียรภาวนากันเป็นระยะเวลา 3 เดือนในช่วงวันเข้าพรรษาของมนุษย์ และเมื่อเธอเดินเที่ยวเสร็จ ชายคนดังกล่าวก็พาเธอกลับมาส่งตรงที่ตักน้ำและเธอก็เดินกลับมาบ้านนั่นเอง 

    อย่างไรก็ตามหญิงสาวคนดังกล่าวกลับมาอยู่กับครอบครัวของตัวเองได้แค่อาทิตย์เดียวก็เป็นไข้ตาย  ซึ่งเรื่องนี้กลายมาเป็นเรื่องราวของชาวเมืองโพนพิสัย มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า sa

ตำนานแร้งวัดสระเกศ

          เชื่อว่าวัยรุ่นในสมัยนี้อาจจะไม่ค่อยได้ยินเกี่ยวกับตำนานแร้งวัดสระเกศแล้วเนื่องจากว่าเป็นตำนานที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่จริงๆแล้วตำนานนี้เคยเกิดขึ้นอยู่จริงและเป็นเรื่องราวที่น่ากลัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

              โดยตำนานมีอยู่ว่า ในสมัยอดีตนั้นในพื้นที่วัดสระเกศหรือที่เรารู้จักกันดีในสมัยนี้ว่าวัดภูเขาทอง โดยในอดีตนั้นที่นี่เคยเป็นศูนย์รวมของแร้งนับพันตัวเลยทีเดียว สาเหตุที่มีแร้งมากเลยขนาดนั้นก็เพราะว่าในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 นั้นมีโรคระบาดเกิดขึ้นซึ่งโรคดังกล่าวนั้นก็คือโรคห่าหรือโรคอหิวาตกโรคนั่นเองซึ่งโลกชนิดนี้เป็นโรคติดต่อเมื่อมีคนเป็นแล้วก็จะมีการเป็นติดต่อกันเรื่อยๆจึงทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

                 สำหรับสาเหตุของการระบาดอย่างหนักของคนในสมัยโบราณนั้นก็เพราะว่าชีวิตมีการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองในการดื่มกินดังนั้นเมื่อคนเป็นโรคห่าได้มีการใช้น้ำในแม่น้ำก็จะมีการปล่อยเชื้อหาลงในแม่น้ำและใครก็ตามที่กินน้ำที่มีเชื้อหาก็จะติดไปด้วยทำให้แทบทุกพื้นที่นั้นมีคนเป็นโรคห่าและพากันล้มตายอย่างมากเลยทีเดียวที่สำคัญทางการแพทย์นั้นยังไม่เก่งกาจเท่าในสมัยปัจจุบันทำให้การรักษานั้นเป็นไปได้ 

และแน่นอนว่าเมื่อมีคนตายเป็นจำนวนมากก็จะมีการนำศพไปไว้ที่วัดซึ่งเป็นจำนวนมากถูกนำไปวางไว้ที่วัดสระเกศเพื่อรอการกำจัดศพ สำหรับวิธีการกำจัดศพของคนในสมัยโบราณนั้นจะใช้วิธีการให้แร้งกินศพเนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้นไม่อนุญาตให้มีการเผาศพในเมืองจะต้องมีการนำศพออกไปเผานอกเมืองซึ่งตรงบริเวณที่อยู่ของวัดสระเกศหรือวัดภูเขาทอง

                ในปัจจุบันนี้เป็นจุดที่ใกล้กับประตูทางออกไปนอกเมืองพอดีทำให้ผู้คนต่างขนย้ายศพมาไว้ที่วัดแห่งนี้กันเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าวัดสระเกศนั้นอยู่ใกล้กับประตูผีซึ่งเป็นประตูที่จะเชื่อมต่อออกไปนอกเมือง  และเหตุการณ์ที่มีการระบาดของโรคห่านั้นไม่ได้เกิดเพียงแค่ครั้งเดียวยังมีต่อมาอีก 2-3 ครั้งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5

โดยจำนวนคนที่ล้มตายจากการเป็นโรคห่านั้นมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆและศพก็ถูกนำมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเหมือนเดิมเพราะบางคนต้องการที่จะเผาศพจึงต้องนำศพคนตายนั้นเดินผ่านประตูผีซึ่งอยู่ตรงใกล้กับบริเวณวัดสระเกศแต่บางคนที่ไม่ต้องการเผาศพก็จะต้องนำศพมาทิ้งไว้ที่วัดสระเกศเพื่อให้แร้งกิน และนี่เองที่เป็นที่มาของคำว่าแร้งวัดสระเกศ

 

 

สนับสนุนโดย    Sexy Gaming

ประวัติของสิงโตที่ประเทศจีนครั้งแรก

       เชื่อหรือไม่ว่าในอดีตกาลนั้นประเทศจีนไม่มีสัตว์มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนสิงโตหรือจะให้พูดให้ถูกต้องก็คือประเทศจีนไม่เคยมีสิงโตอยู่ในประเทศเลยแต่สิงโตนั้นถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีชาวเอเชียกลางเป็นคนนำสิงโตเข้ามาเพื่อนำมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กลับกษัตริย์ของประเทศจีน

       ซึ่งฮ่องเต้ของจีนนั้นต่างก็หลงใหลความงดงามรูปร่างน่าเกรงขามของสิงโตดังนั้นหลังจากที่พระองค์ได้สิงโตมาไว้ในประเทศจีนแล้วจึงได้มีการให้ทหารนั้นได้มีการสร้างรูปปั้นของสิงโตขึ้นมาโดยการเรียนแบบสิงโตจริงแล้วนำรูปปั้นของสิงโตนั้นมาประดับประดาตามจุดต่างๆภายในพระราชวัง   

        และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจะเห็นได้ว่ารูปปั้นสิงโตจะถูกไว้ตามมุมต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามบริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาราชวังหรือตามความหรือตามวัดวาอารามต่างๆรวมถึงตามข้าวของเครื่องใช้  โดยว่ากันว่าสัญลักษณ์ที่เป็นรูปสิงโตหรือรูปสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง 

        ประวัติเกี่ยวกับการเชิดสิงโตไว้ว่า ได้มีชาวต่างชาตินำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับฮ่องเต้ของประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งแต่การนำงานในครั้งนี้นั้นต้องการเป็นการลองภูมิฮ่องเต้ว่าจะมีความเก่งกล้าสามารถมากแค่ไหนและชาวต่างชาติคนต่างๆนั้นได้มีการพูดคุยกับฮ่องเต้ว่าพระองค์จะมีความสามารถที่จะสามารถควบคุมสิงโตได้หรือไม่ซึ่งถ้าหากว่าฮ่องเต้สามารถทำได้เขาจะยอมส่งสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับประเทศจีนเป็นประจำทุกปี

      ดังนั้นฮ่องเต้จึงได้ทรงรับคำท้า เนื่องจากฮ่องเต้ไม่พอใจที่ชาวต่างชาติดูถูก โดยนัดหมายให้ชาวต่างชาติมาดูผลการควบคุมสิงโตของพระองค์ภายหลังจากที่มีการรับคำท้ากันไปอีก 3 เดือนซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ก็สั่งให้ข้าราชบริพารไปหาคนที่มีความเก่งกล้าสามารถที่จะสามารถฝึกสิงโตให้มีความเชื่องได้  อย่างไรก็ตามปรากฏว่าชายสามคนที่ถูกคัดเลือกมาให้ช่วยฝึกสิงโตนั้นปรากฏว่าได้ทำรุนแรงกับสิงโตสิงโตนั้นเสียชีวิตลง  ซึ่งพวกเขาทั้งสามคนนั้นเกรงว่าฮ่องเต้จะลงโทษ  จึงได้มีการวางแผนการสร้างสิ่งแปลกปลอมขึ้นมาโดยให้คนหนึ่งอยู่หัวคนนึงอยู่ตรงกลางและอีกคนอยู่ท้ายหลังจากนั้นก็มีการเดินไปหาฮ่องเต้ 

          จะได้มีการแสดงให้ฮ่องเต้และชาวต่างชาติที่ทากับฮ่องเต้ได้เห็นว่าสิงโตนั้นมีความเชื่อมากแค่ไหนโดยมีการนำขับมาตีให้เกิดเสียงดังแล้วให้วีสิงโตนั้นเดินตามเสียงปาบพร้อมทั้งมีของเล่นเอาไว้รอบหน้าให้สิงโตตาม  ทำให้ชาวต่างชาตินั้นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ฮ่องเต้สามารถควบคุมสิงโตให้มีความเชื่องได้  เมื่อเฮ้ยชาวต่างชาติอย่างงั้นจึงได้มีการนำสิงโตมาเป็นเครื่องราชบรรณาการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพราะถือว่าตนเองนั้นแพ้พนันกับฮ่องเต้

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่ชาวต่างชาติเดินทางไปแล้วฮ่องเต้เรียกคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนมาเพื่อที่จะให้รางวัลปรากฏว่าคนฝึกสิงโตทั้ง 3 คนนั้นได้สารภาพความจริงกับฮ่องเต้ว่าสิงโตที่เห็นในวันเชิดสิงโตนั้นเป็นการนำหนังของสิงโตมาสร้างชุดสิงโตซึ่งห้องตัวเองก็ไม่ได้ลงโทษทั้ง 3 คนเพราะเห็นว่าสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจีนได้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลการเชิดสิงโตกลึงได้มีการเกิดขึ้นในประเทศจีนเอง

 

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén