เดือน: สิงหาคม 2021

ประวัติของสะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ที่จังหวัดกาญจนบุรี

      เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรจะศึกษาและรู้เอาไว้สำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่  สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว ซึ่งแม่น้ำดังกล่าวนั้นก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง ด้วยการสร้างสะพานในครั้งนั้นได้มีเรื่องราวเล่าขานเป็นที่โจษจันและเป็นที่น่าสนใจของผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างมากจนมาถึงในสมัยของยุคปัจจุบันนี้ข้อมูลหรือประวัติเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง

ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นยังคงมีการพูดถึงอยู่และยังคงมีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ได้เดินทางไปท่องเที่ยวเพราะอยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศของประวัติศาสตร์ที่มีการสร้างมาอย่างยาวนานนั่นเอง

        สำหรับเรื่องราวที่มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้ทางประวัติศาสตร์มีการระบุเอาไว้ว่ากลัวการ สะพานข้ามแม่น้ำไทยลาว จะสามารถสร้างแล้วเสร็จได้นั้นใช้ระยะเวลายาวนานเป็นอย่างมากและก็ต้องมีผู้คนเสียเลือดเสียเนื้อจากการสร้างสะพานแห่งนี้ไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันโดยมีการระบุว่านับตั้งแต่มีข่าวคราวออกมาว่าจะมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อให้คนไทยและคนลาวสามารถเดินทางไปมาหากันได้ก็เริ่มมีอาถรรพ์เกิดขึ้นโดยครั้งแรกนั้นก็มีคนไปผูกคอตายซึ่งจุดที่คนผูกคอตายนั้นไปผูกคอตายตรงบริเวณริมแม่น้ำโขงทำให้เสียงเล่าลือถึงอาถรรพ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการสร้างสะพานนั้นมีการรือกันไปแพร่สะพัด

      นอกจากนี้เมื่อเริ่มมีการก่อสร้างก็เริ่มมีปัญหาในเขตก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างออฟฟิศปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของคนงานที่มีการฝันถึงว่าพญานาคมาขอร้องให้งดการก่อสร้างชั่วคราวไปก่อนเพื่อเสร็จงานบุญแล้วค่อยมีการก่อสร้างและเมื่อไม่มีการเชื่อยังคงต้องการให้มีการก่อสร้างออกไปก็ทำให้เกิดอาเพศมีผู้คนงานล้มตายเป็นจำนวนมากนั่นเอง

       อย่างไรก็ตามอาถรรพ์ดังกล่าวนั้นยังไม่จบสิ้นเสียทีเดียวเพราะระหว่างที่มีการก่อสร้างก็มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเจาะเสาเข็มตรงบริเวณกลางแม่น้ำมีการดำน้ำลงไปเพื่อดูสาเหตุของการล่าช้าในการเจาะเสาเข็มและมีการรื้อกันด้วยว่าเมื่อดำน้ำลงไปแล้วเจอตาสีแดงขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้น้ำซึ่งคนที่ดำน้ำลงไปชื่อว่านั่นคือดวงตาของเราพญานาคที่ไม่พอใจนั่นเอง

           แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายหลายที่สุดเเล้วสะพานแห่งนี้ก็สามารถสร้างแล้วเสร็จได้เกิดเป็นสะพานมิตรภาพขึ้นมาระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวนั่นเอง และปัจจุบันนี้สะพานแห่งนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม

 

สนับสนุนโดย  sa gaming สมัครยังไง

ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน สำหรับเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศตะวันตกแต่ก็มีการแต่ขยายการละเล่นนี้มาทางแถบประเทศในโซนเอเชียด้วยเช่นเดียวกันจนในปัจจุบันนี้นับได้ว่าเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลที่เกือบทุกประเทศได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นการเฉลิมฉลองเป็นเทศกาลสำหรับการท่องเที่ยวมากกว่า

         แต่อันที่จริงแล้วเทศกาลฮาโลวีนนั้นเป็นเทศกาลสำหรับคนในพื้นที่ที่มีต้นกำเนิดของฮาโลวีนจัดขึ้นมาเพื่อป้องกันเหล่าภูตผีปีศาจไม่ให้มาสิงในร่างของคนโดยว่ากันว่าต้นกำเนิดของเทศกาลวันฮาโลวีนนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ โดยมีชาวเคลต์ เป็นผู้ริเริ่มเทศกาลนี้ พวกเขายึดเป็นวันที่ 31 ของเดือนตุลาคมเพื่อจัดเทศกาลนี้ขึ้นในทุกๆปีนั้นเองเนื่องจากว่าคนในสมัยโบราณเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของเทพเจ้าและภูตผีปีศาจ 

         ต้นกำเนิดของเทศกาลฮาโลวีน ว่ากันว่าชาวเคลต์ เชื่อกันว่าทุกปีของวันที่ 31 ในเดือนตุลาคมจะเป็นวันปล่อยผีจะมีวิญญาณร้ายถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมากและพวกมันมักจะมาสิงร่างของมนุษย์เพราะพวกมันไม่อยากที่จะกลับไปยังยมโลกนั่นเองดังนั้นเพื่อป้องกันภูตผีปีศาจเหล่านี้จะมาสิงร่างของตนเองชาวเมืองจึงได้พยายามหาวิธีการป้องกันไม่ให้พูดผีปีศาจสามารถเข้าสิงร่างพวกเขาได้ซึ่งวิธีการที่พวกเขาคิดขึ้นมานั่นก็คือในวันดังกล่าวเพราะตกข้ามพวกเขาจะปิดไฟภายในบ้านพักหมดให้เมืองทั้งเมืองมืดมิดและบรรยากาศค่อนข้างวังเวงและหนาวเย็นซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีความเชื่อกันว่าถ้าหากอยู่ในพื้นที่หนาวเย็นและมืดมิดภูตผีปีศาจเหล่านั้นเองกลัวนะไม่ค่อยอยากมา

        อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นใจว่าภูตผีปีศาจจะไม่มารบกวนพวกเขาดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีการแต่งกายเป็นผีก็เรียนแบบโดยผู้เขามองว่าถ้าหากมีงานตัวจริงและเห็นว่าพวกเขานั้นมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดเหมือนผีเข้าสิงสู่พวกเขานั้นเองและนี่เองจึงเป็นที่มาของการแต่งกายเลียนแบบผีในเทศกาลของวันฮาโลวีน นอกจากจะมีการแต่งกายให้ดูน่ากลัวเป็นผีแล้วพวกเขายังมีการตกแต่งสถานที่อยู่อาศัยของเขาให้มีลักษณะเป็นแหล่งทรุดโทรมทำให้ผีไม่อยากมาอยู่โดยมีการตกแต่งสถานที่ขายกับสื่อสารเช่นการนำฟักทองมาตั้งไว้บริเวณหน้าบ้านโดยมีการแกะสลักฟักทองเป็นรูปใบหน้าของผีสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวนั่นเอง

        อย่างไรก็ตามบางตำนานกล่าวว่า ในสมัยอดีตก่อนคริสตกาลนั้นด้วยความที่ผู้คนกลัวในวิญญาณร้ายพวกเขาจึงได้มีการนำหุ่นที่มีลักษณะคล้ายเหมือนกับคนนำมาเผาเพื่อให้ดวงวิญญาณได้เห็นว่าหากมีการเข้าสิงคนจะถูกเขาตั้งเป็นวิญญาณร้ายจะได้กลัวนั่นเองแต่ในปัจจุบันนี้วิธีการเผาหุ่นได้มีการเลิกทำไปนานแล้วเหลือเพียงเทศกาลสำหรับการเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหาร  จังหวัดสระบุรี 

          ประเพณีเก่าแก่ที่มีการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ามาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานและเป็นประเพณีที่โด่งดังที่สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสระบุรีคงหนีไม่พ้น ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา  สำหรับที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหารนั้นปกติแล้วจะไม่ค่อยมีการจัดกิจกรรมต่างๆมากมายนะเพราะเนื่องจากว่าพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดดังกล่าวนั้นมักจะเน้นในเรื่องของการปฏิบัติธรรมซะเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นในเรื่องของการทำกิจกรรมต่างๆหรือการจัดงานภายในวัดนั้นจะค่อนข้างมีน้อยมาก

         อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีการจัดงานต่างๆสักเท่าไหร่นักแต่เมื่อถึงวันเข้าพรรษาของทุกปีวัดแห่งนี้ก็จะมีการจัดกิจกรรมเป็นประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาซึ่งลักษณะของประเพณีของการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้นจะต้องมีการเตรียมดอกเข้าพรรษามาซึ่งดอกไม้ชนิดนี้นั้นจะไม่สามารถหาได้จากที่ไหนยกเว้นที่บริเวณเนิน เขาซึ่งเป็นบริเวณทางขึ้นไปบนยอดซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระพุทธบาทวรราชวิทยาหานั่นเอง

        โดย ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา นั้นจะมีขึ้นเป็นประจำทุกปีและจะมีขึ้นเพียงแค่ปีละครั้งซึ่งจะมีขึ้นก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นสำหรับดอกเข้าพรรษานั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดอกหงส์เหินสำหรับชาวบ้านที่เรียกดอกหงส์เหินว่าคือดอกเข้าพรรษานั่นก็เพราะว่าจะเป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่จะขึ้นและจะบานเฉพาะวันใกล้วันเข้าพรรษาเพียงเท่านั้นเมื่อหมดวันเข้าพรรษาไปแล้วดอกไม้ชนิดนี้ก็จะไม่มีบานอีกต้องรอในปีต่อไป

         อย่างไรก็ตามสำหรับกิจกรรมการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้น  ลักษณะของการจัดงานนั้นชาวบ้านจะต้องมายืนรอตรงบริเวณทางขึ้นซึ่งเป็นบันไดทางขึ้นวัดหลังจากนั้นก็จะมีพระสงฆ์เดินออกมาจากภายในวัดโดยเดินลงบันไดมาเรื่อยๆและระหว่างทางนั้นก็จะมีชาวบ้านคอยตักบาตรเป็นพวกข้าวสารอาหารแห้งและที่ขาดไม่ได้เลยก็คือดอกเข้าพรรษานั่นเอง

      ซึ่งดอกเข้าพรรษานี้พระสงฆ์จะต้องมีการเก็บและนำไปใช้สำหรับกราบไหว้พระพุทธรูปซึ่งอยู่ด้านบนของอุโบสถอย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการบิณฑบาตรดอกเข้าพรรษานั้นชาวบ้านบางคนก็จะมีการเตรียมน้ำมาล้างเท้าให้ข้าวพระสงฆ์อีกด้วยโดยความเชื่อของคนในสมัยโบราณเชื่อว่าการที่เราล้างเท้าให้พระสงฆ์นั้นก็เหมือนกับเป็นการล้างบาปออกจากตัวนั้นเอง 

   อย่างไรก็ตามสำหรับประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษานี้จะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปดูการทำกิจกรรมนี้ซึ่งเวลาที่มีการตักบาตรดอกเข้าพรรษานั้นจะทำการในช่วงเช้าตรู่ของวันเข้าพรรษาเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของพระอภัยมณี 

           ประวัติของพระอภัยมณี   ที่กรุงรัตนาซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นท้าวสุทัศน์และมีพระมเหสีที่ชื่อว่าพระนางปทุมเกสรเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ทั้งสองพระองค์นั้นมีลูกด้วยกัน 2 คนนั่นก็คือพระอภัยมณีซึ่งเป็นลูกคนโตและพระศรีสุวรรณซึ่งเป็นลูกคนเล็กโดยพระอภัยมณีนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบเรียนศิลปวิทยาชื่นชอบการฟังเพลงการเป่าปี่พระองค์จึงเลือกเรียนวิชาเป่าปี่ไม่ชอบรบราฆ่าฟัน

            ซึ่งนี้เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องของกระบี่กระบองเลยในทางตรงกันข้ามกันกับน้องชายที่เป็นพระศรีสุวรรณนั้นเองชื่นชอบการเรียนวิชากระบี่กระบองและเมื่อทั้งสองพระองค์เรียนจบเดินทางกลับไปยังเมืองรัตนาเมื่อท้าวสุทัศน์รู้เรื่องว่าลูกชายนั้นไม่ได้เรียนวิชาในการปกครองประเทศมาก็ทำให้โกรธมากจึงไล่ทั้งสองคนออกจากเมืองรัตนา

           ซึ่งทั้งสองพระองค์นั้นก็ได้มีการเดินทางออกมาพร้อมกันโดยนั่งเรือสำเภาล่องออกมาตามชายฝั่งของทะเล  ประวัติของพระอภัยมณี  ซึ่งพระอภัยมณีนั้นมักจะชอบเป่าปี่เพื่อชมความงดงามของวิวทิวทัศน์ขนาดล่องเรืออยู่ในทะเลแต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือเสียงปี่ของพระอภัยมณีนั้นจะสามารถสะกดให้คนนั้นหลับใหลได้โดยมีอยู่วันนึงนั้นขณะที่มีการล่องเรือไปในทะเลกันนั้นก็เป็นมณีก็อารมณ์ดีได้หยิบปี่ขึ้นมาเป่าเป็นเพลง  หลังจากนั้นทุกคนบนเรือก็หลับกันหมด น้องชายนั่นก็คือท้าวศรีสุวรรณด้วย

          และในจังหวะนั้นเองนางเงือกที่กำลังออกจากสัตว์น้ำกินได้ยินเสียงปี่ของพระอภัยมณีก็รู้สึกเริ่มครึ้มจึงมาแอบดูว่าใครเป่าปี่แล้วเมื่อเห็นหน้าพระอภัยมณีก็เกิดตกหลุมรักจึงได้มีการลักพาตัวพระอภัยมณีไปไว้ในถ้ำของตนเองหลังจากนั้นก็แปลงกายเป็นสาวงามและพระอภัยมณีก็อยู่กินกับนางยักษ์แปลงกายเป็นสาวงามจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นก็เริ่มรู้ว่าสาวงามนั้นเป็นนักจึงต้องการหลบหนี

         โดยการหลบหนีในครั้งนั้นได้รับความช่วยเหลือจากนางเงือกหนีไปบนเกาะซึ่งมีพระฤๅษีอาศัยอยู่และพระอภัยมณีก็ได้นางเงือกเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งจนมีลูกด้วยกัน 1 คนหลังจากนั้นพระอภัยมณีก็เดินทางออกจากเกาะของพระฤาษี จะกลับไปที่เมืองของตนเองแต่ระหว่างนั้นก็ไปเจอกับสาวงามอีกหลายคน

            ซึ่งไม่ว่าพระอภัยมณีจะไปเจอกับใครก็ได้สาวงามนั้นมาครอบครองอย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายนั้นพระอภัยมณีได้ตัดสินใจที่จะอยู่อย่างสงบโดยไม่มีสาวมารบกวนจึงได้มีการออกบวชเป็น ฤาษี ชีวิตอยู่ภายใน เกาะลังกานั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  gclub

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén