Tag: ประวัติความเป็นมา

ประวัติศาสตร์โบราณที่หายสาบสูญ

โลกเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลที่มีอายุมาหลายพันล้านปีสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกก็ได้กำเนิดมาแล้วหลายพันล้านปีเช่นกันและถ้าหากพูดถึงมนุษย์แล้วนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามีวิวัฒนาการถึง80กว่าล้านปีแล้วในวันนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องเมืองที่ได้หายสาบศูนย์ไปที่เรานั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเมืองแบบนี้อยู่จริงด้วยหรอ

อาณาจักรมายา  อาณาจักรมายาเป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลางมีพื้นที่ในเมืองเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับพื้นที่ประเทศ เบลีซและประเทศ กัวเตมาลาซึ่งมีความรุ่งเรืองในช่วง500ปีก่อนคริสต์ศักราชจนมาถึงปี คริสต์ศักราชปี1502อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบบกษัตริย์หรือเทวกษัตริย์นักโบราณคีดเชื่อว่าอาณาจักรมายามีความสามารถทางดาราศาสตร์จนสามารถตำนายการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานานรู้จักทำปฏิทินใช้และรู้จักประดิษฐ์เลข 0 ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์

นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักการค้าขายเกลือหยกและเครื่องปั้นดินเผาชาวมายายังสามารถสร้างพีระมิดได้แต่จะแตกต่างไปจากพีระมิดชาวอียิปต์ตรงที่ส่วนยอดขอส่วนปลายพีระมิดของชาวมายาจะแบนลาบต่างจากพีระมิดชาวอียิปต์ชาวมายานับถือเทพพระเจ้ามากและมีเทพพระเจ้ามากมายทั้งสุริยะเทพมรณะเทพเทพพระเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานในการกินเลือดดังนั้นจึงได้มีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของผู้หญิงพรมจันทร์เพื่อทวายเทพนักโบราณคีดเชื่อว่าสาเหตุที่อาณาจักรของมายาล่มสลายหายไป

เนื่องจากขาดแคนสภาพอาหารและน้ำใช้กินนักโบราณคีดทำการศึกษาพื้นที่เป็นอาณาจักรมายาว่าหลังจากที่อาณาจักรมายารุ่งเรืองพื้นดินแห่งนั้นก็ได้เริ่มมีการแห้งแร้งและก็ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ต่างๆทำให้ชาวมายาประสบขาดแคนน้ำและอาหารโดยนักโบราณคีดคาดว่าประมาณปีคริสตศักราช950ชาวมายา90% 95%ก้ได้มีการเริ่มเสียชีวิตลงในช่วงเวลานั้นเนื่องด้วยจากสภาวะอดอยากและหลักฐานที่สามารถเป็นไปได้การพบโครงกระดูกของชาวมายาที่เป็นโรคอดอยากอาหารอย่างรุนแรงเป็นจำนวนมาก

จากการค้นพ้นเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของโบราณทำให้เรานั้นทราบถึงความเป็นมาของเรื่องราวโดย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าจดจำ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเพราะมีทั้งหลักฐานและซากของชิ้นส่วนโบราณเพื่อนำมาประกอบ ส่วนประวัติความเป็นมาไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะจริงทั้งหมดหรือจะถูกบิดเบือนไปบ้าง

เราก็ต้องยอมรับเพราะส่วนใหญ่ได้ถูกบันทึกและเขียนไว้แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นอย่างนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างหนึ่งที่เราได้จากประวัติที่จาลึกเหล่านี้นั่นก็คือการได้รู้ถึงที่มาหรือความเป็นมาตั้งแต่เรานั้นยังไม่เกิดและอาจจะเป็นร้อยๆปีและพันๆปีก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง ฝากขั้นต่ำ 100 บาท

ประเพณีชักพระ

ประเพณีชักพระ เป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญของภาคใต้

โดยมีความเชื่อเรื่องพระพุทธศาสนา ประเพณีชักพระมีตำนานทางพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระมารดา ที่สวรรค์ดาวดึงส์ จะจัดขึ้นในวันออกพรรษาหรือหลังออกพรรษา1วัน ประเพณีชักพระ จะมีทั้งชักพระทางบก เเละ ชักพระทางน้ำ   ส่วนปัจจุบันนั้นเราไม่ค่อยเห็นชักพระทางน้ำเท่าไหร่นัก

เพราะส่วนมากนิยมมาชักพระทางบกกันเเทบทุกที่เเล้ว ในอย่างเเรกจะต้องมีทั้ง นางรำหน้านมพระจะฟ้อนรำเเละเต้นกันอย่างสนุกสนานหน้านมพระ มีการเเต่งกายตรีมเเต่ละภาคเเตกต่างกันออกไป ทำไห้ขบวนนั้นมีความสวยงามมากขึ้น เวลาเริ่มประเพณี ส่วนต่อไปจะมีคนชักหน้านมพระ มีสายลากสองเส้น 

อีกฝั่งหนึ่งเป็นผู้ชายอีกฝั่งหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิง โดยจะลากไปตามถนนเพื่อไห้คนที่อยู่ข้างทางนั้นได้ร่วมตักบาตรกัน ส่วนที่สามคือ บาตรพระ จะติดอยู่ในนมพระขนาบข้าง เพื่อไห้คนที่อยู่โดยรอบนั้นมาทำบุญ เเละในนมพระ จะมีพระสงฆ์มาคอยพรมน้ำมนต์ไห้ตลอดทาง โดยเเต่ละวัดจะตกเเต่งไม่เหมือนกัน จะมีความสวยงามอลังการที่เเตกต่างกันออกไป

ส่วนใหญ่การเเต่งนมพระ จะนิยมทำเป็นลวดลายไทย เเละที่ขาดไม่ได้เลยคือต้องมีพญานาคประกอบในนมพระด้วย ประเพณีชักพระไม่ได้หมดเเค่ชักพระไปวัดเท่านั้น นอกจากนั้นภายในงาน จะมีการเเข่งเรือยาวชิงรางวัล ฝีพายฝีมือดีก็จะมาร่วมกันสนุกสนานในงานเเข่งเรือยาวด้วย 

อีกทั้งบางจังหวัดยังจัดประเพณีชักพระทางน้ำในตอนกลางคืน เพราะมีการประดับไฟสวยงาม ทำไห้กระทบกับน้ำเเล้วดูยิ่งใหญ่อลังการอีกด้วย เป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวใต้ทุกคนเลยก็ว่าได้ ที่มีประเพณีชักพระที่มีการเเต่งนมพระได้สวยสดงดงาม จนต่างชาติบางคนต้องตลึงในศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ภายในงานวันนั้นคนก็จะเยอะหน่อย

เพราะมีของกินขายเยอะ เเละคนมากันเยอะมาก บางคนมาท่องเที่ยวบางคนก็มาทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลไห้กับตัวเอง ประเพณีชักพระเป็นประเพณีของชาวภาคใต้ที่สืบทอดกันมาตั้งเเต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ประเพณีชักพระก็ยังมีไห้เห็นได้ทั่วไป เพราะเวลาถึงงานประเพณี ชาวภาคใต้ก็จะมาช่วยกันจัดตกเเต่งนมพระไห้สวยงามที่สุดก่อนถึงวันงาน

ซึ่งก็ตกเเต่งเเตกต่างกันไปในเเต่ละจังหวัด ทำไห้วิจิตรสวยงาม ประเพณีชักพระทำไห้เรามีส่วนร่วมในพุธศาสนา การทำบุญตักบาตร การรับศีลรับพร เพื่อเป็นสิริมงคลไห้กับตนเอง เเละยังเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งของไทย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนฝากขั้นต่ำ 20 บาท

ประวัติของท้าวสุรนารี (ย่าโม)

ท้าวสุรนารี(ย่าโม)

ท้าวสุรนารี ชื่อเดิมคือโม ถือกำเนิดในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้มีพี่น้องร่วม บิดา มารดา สามคน มีพี่สาวหนึ่งคนและน้องชายหนึ่งคน และเมื่อมีอายุได้25ปีก็ได้แต่งงานกับนายทองคำขาว ซึ่งเป็นพนักงานกรมการเมืองของจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ได้มีการเลื่อนยศมาเรื่อยๆจนได้เป็นพระยา ต่อจากนั้นก๊มีแต่คนเรียกท่านว่า คุณหญิงโม แต่ก็ไม่มีทายาทสืบเชื้อสาย แต่ชาวบ้านก็รักใครและได้มาฝากตัวเป็นลูก เป็นหลานมากมาย หรือไม่ว่าคิดจะทำการใดๆต่างก็มีคนมาให้ความร่วมมือกับท่านหมด ท่านมีสติปัญญาดีและชอบในเรื่องของการขี่ม้า ชี่ช้าง

วีรกรรมของท้าวสุรนารี

ในสมัยรัชกาลที่3 ได้มีการยกทัพมาถึงเมือนครราชสีมา โดยการนำทัพของเจ้าอนุวงศ์ ในขณะนั้นไม่มีใครอยู่เมืองเลย เจ้าอนุวงศ์จึงได้ทรัพย์สมบัติ และได้เชลยศึกไปมากมาย รวมถึงคุณหญิงโมด้วย แต่ด้วยความฉลาดของ คุณหญิงโมจึงให้สาวคนสนิทหลอกล่อทหารให้เดินทัพล่าช้าลง และให้บรรดาสาวๆหลอกขออาวุธมาเก็บซุกซ่อนไว้ แล้วพอเดินทางมาถึงทุ่มสัมฤทธิ์ จึงได้มีการพักแรม จึงให้เหล่าบรรดาสาวๆหลอกมอมเหล้า ทหารเหล่านั้น เมื่อทหารเมาแล้วก็ช่วยกัน แย่งอาวุธและได้มีการต่อสู้ฆ่าฟันกันเกิดขึ้น จึงได้รับชัยชนะมาในครั้งนั้น

อนุสาวรีย์ของท้าวสุรนารี

คุณหญิงโม ได้ถึงแก่อสัญกรรม รวมอายุได้ 81ปี และได้มีการสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ เมื่อเวลานานไปเจดีย์ได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมลง และจึงได้มีการทำเป็นรูปปั้นขึ้นมาใหม่ และได้ย้ายที่ตั้งจากที่เดิม ซึ่งอยู่ในที่คับแคบ ให้มาอยู่ในที่สมเกียรติและสมฐานะ โดยการจัดทำรูปเหมือนจริงขึ้นมา การแต่งกายของคุณหญิงโมนั้นได้สวมด้วยเครื่องยศพระราชทาน มือซ้ายท้าวสะเอว มือขวาถือดาบ ปลายดาบจรดพื้น ภายในบรรจุอัฐิชองคุณหญิงโมไว้

การสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้เกิดจากการร่วมแรง ร่วมใจของคนในจังหวัดนครราชสีมา และให้ความเคารพนับถือคุณหญิงโมกันมาก มาจนถึงในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าบุคลได ได้ไปเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ก็จะต้องไปกราบไหว้ ย่าโมด้วยกันทั้งสิน

ทางจังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดงาน วันแห่งชัยชนะ ให้มีเป็นประจำทุกปี ให้แก่ย่าโมอีกด้วย โดยมีการฉลองถึง 12 วัน 12 คืน ภายในงานจะมีร้านค้ามากมาย ทั้งของหน่วยราชการ มีการประกวดนางสาวนครราชสีมา มีการแสดงของศิลปินดารา และมีการจุดพลุ จุดดอกไฟ มีการร้องเพลงโคราช มีการแสดงมากมาย ชมฟรีตลอดทั้งงาน

 

สนับสนุนโดย  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ร่องรอยประวัติแผนจารึก

ร่องรอยการค้นพบของแผนจารึกในสมัยต่างๆที่มีชื่อของพระนามอยู่แต่ละแผนจารึกซึ่งแผนจารึกนั้นจะมีอยู่ทุกช่วงสมัยพุทธกาลและจะมีชื่อของพระนามในแต่ละพุทธศตวรรษปรากฏอยู่บนแผนจารึกว่าแผนจารึกนั้นเกิดขึ้นจังหวัดไหนบ้าง 

จารึกช่วงพุทธศตวรรษที่16จารึกสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่1พ.ศ.1545 1593 จารึกปราสาทตาเมือน 5จังหวัดสุรินทร์ จารึกปราสาทพระวิหารที่1จังหวัดศรีสะเกษ รวมถึง ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ และ จารึกปราสาทพิมาย2จังหวัดนครราชสีมา

นอกจากนี้ยังปรากฏจารึกสมัยพระเจ้าอุตยวรมันที่2พ.ศ.1593 1609 จารึกบ้านเมย จังหวัดขอนแก่น จารึกปราสาทพนมวัน2จังหวัดนครราชสีมา และ จารึกบ้านซับบาก จังหวัดนครราชสีมา 

ต่อมาราวในพุทธศตวรรษที่17จะพบปรากฏพระนามของ จารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่6พ.ศ.1623 1650 จะพบจารึกปราสาทพนมวัน3จังหวัดนครราชสีมา จารึกสำนักพระนางขาว จังหวัดมหาสารคาม

จารึกสมัยพระเจ้าธรณินทรวรมันที่1พ.ศ.1650 1656 จะพบแผน จารึกปราสาทพิมาย3จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังพบ จารึกสมัยพระเจ้าสุริยรวรมันที่2พ.ศ.1656 1693 จารึกพระศรีสูรยลักษมี จังหวัดขอนแก่น และยังพบปราสาท จารึกเขาพระวิหาร2 จังหวัดศรีสะเกษ 

พุทธศตวรรษที่18เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่7ในสมัยของพระองค์นั้นอาณาจักรเขมรได้ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างไกลที่สุด ปราสาทพระขรรค์ และ ปราสาทตาพรหม บอกได้ถึงเรื่องราวที่พระองค์ทรงโปรให้มีการสร้างพระโรพยาษา หรือ โรงพยาบาลรวมไปถึงธรรมศาลาหรือบ้านพร้อมไฟขึ้นอยู่ตามหัวเหมืองต่างๆทั่วพระราชอาณาจักรนอกจากนั้นในสมัยพระองค์ภาคอีสานของประเทศไทยก็ได้ปรากฏแผนจารึกจำนวน13หลักกระจายตัวอยู่ตาม จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา  บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี และ สกลนคร

ซึ่งเป็นจารึกที่สร้างขึ้นประจำอโรคยาศาลจารึกที่เก่ามาแล้วในข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระเบียบการปกครองของอาณาจักรเขมรโดยเฉพาะสมัยเมืองพระนครที่มีการจัดระเบียบการปกครองเป็นสองรูปแบบคือการปกครองในส่วนกลาง และการปกครองในส่วยนของท้องถิ่นซึ่งพื้นที่ภาคอีสานซึ่งน่าจะอยู่ในสถานะเมืองท้องถิ่นอันเป็นพื้นท่ที่อยู่ไกลจากท้องถิ่นและเป็นพื้นที่ห่างไกลจากราชธานีแต่ก็ยังมีความสำคัญต่อเมืองหลวงมาก จารึกเขมรโบราณหลายหลักกล่าวถึงเมือง วิษย

ซึ่งเทียบกับจังหวัดปรากฏอยู่ เช่น จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง จารึกปราสาทพนมวัน จารึกปราสาทโดนตวล จารึกปราสาทเขาพระวิหาร และ จารึกปราสาทเมืองแขกเป็นต้นจารึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเมืองและชุมชนเขมรโบราณบริเวณภาคอีสานเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองและระบบบริหารราชการอาณาจักรเขมรโบราณตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่16เป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén